“เกมยากที่สุดในโลก” เยอร์เก้น คลอปป์จำกัดความการเจอแมนฯ ซิตี้
บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

แมนฯ ซิตี้ครองเกม-ลิเวอร์พูลรอจังหวะ

“เกมยากที่สุดในโลก” เยอร์เก้น คลอปป์จำกัดความการเจอแมนฯ ซิตี้

ขณะที่เป็ป กวาดิโอล่า นิยามว่าการเจอลิเวอร์พูลเป็นเกมสำคัญ

“เกมยากที่สุดในโลก” เยอร์เก้น คลอปป์จำกัดความการเจอแมนฯ ซิตี้

“แต่เหมือนการเลือกตั้งในสหรัฐ ทุกคะแนนมีความหมาย”

การพบกันของ 2 ที่มที่แข็งแกร่งที่สุดในพรีเมียร์ ลีก ณ เวลานี้ นอกจาก 3 คะแนนยังหมายถึงชัยชนะสงครามจิตวิทยาเหนือคู่ต่อสู้

ลิเวอร์พูลสามารถนำซิตี้ 8 คะแนนหากชนะ ขณะที่แมนฯ ซิตี้ยังไม่สม่ำเสมอเช่นเดียวกับฤดูกาลที่แล้ว ผ่านไป 6 นัด ทีมของเป็ปยังไม่สามารถชนะคู่ต่อสู้ได้ 2 เกมติดต่อกัน

ขณะที่คลอปป์ยอมรับว่าการเจอแมนฯ ซิตี้เป็นเรื่องยาก แต่แอบติดตลกว่าหวังว่า นี่จะเป็นเกมยากของเรือใบสีฟ้าเช่นกัน

“หวังว่าจะเป็นเกมที่ยากของสองทีม เพราะทั้งคู่ทำได้ดี ฤดูกาลนี้หลายอย่างไม่เหมือนเดิม จะเทียบกับฤดูกาลที่ผ่านมาไม่ได้ เทียบกับปีก่อนก็ไม่ได้ แต่ละปี ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่เราต้องทำคือผ่านจากช่วงวิกฤตินี้ให้ได้ จัดนักเตะที่สมบูรณ์สุดลงเล่น เล่นฟุตบอลดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

 

อย่าเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งลิเวอร์พูลคว้าแชมป์แบบขาดลอย และเช่นกันอย่าเทียบกับการพ่ายแพ้ 4-0 ที่เอติฮัดหลังลิเวอร์พูลคว้าแชมป์เรียบร้อย เช่นเดียวกับฤดูกาลก่อนที่ทีมของเป็ปเฉือนลิเวอร์พูลไป 1 คะแนน

 

คลอปป์วิเคราะห์ซิตี้ได้หมดเปลือก คุณภาพของทีม แผนการเล่น ความเข้าใจเกม คุณภาพผู้เล่น ทั้งร่างกายและเทคนิค การครองเกมเหนือคู่ต่อสู้ และการโต้กลับที่แข็งแกร่ง ความเร็วและจินตนาการ สิ่งสำคัญของลิเวอร์พูลคือ การใช้โอกาสที่มีอยู่ให้เกิดประโยขน์ มิฉะนั้นทีมของเขาลำบากแน่นอน

 

คลอปป์คาดไว้ล่วงหน้าว่า นี่คือเกมที่ลิเวอร์พูลจะมีโอกาสไม่เยอะ และซิตี้พยายามถล่มลิเวอร์พูลในทุกรูปแบบ

 

เกือบ 1 ปีพอดี ที่ลิเวอร์พูลชนะแมนฯ ซิตี้ที่แอนฟิลด์ 3-1 (10 พย 2019) ซึ่งกลายเป็นการกำหนดทิศทางแย่งชิงแชมป์พรีเมียร์ ลีก  ซิตี้เล่นได้เหนือกว่า จนกระทั่งฟาบินโญ่ยิงไกล ซึ่งมาจากจังหวะที่ซิตี้เคลือบแคลงว่าพวกเขาควรได้แฮนด์บอล แต่ประเด็นคือ ลิเวอร์พูลทำได้แบบที่คลอปป์บอก ใช้โอกาสที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

มีคนบอกว่าลิเวอร์พูลจะหิวกระหายน้อยลงหลังจากการคว้าแชมป์ เหมือนเกมแพ้แมนฯ ซิตี้ ทันทีที่เป็นแชมป์ แต่สถิติบอกว่า วาทะของคลอปป์ไม่ใช่แค่คำพูดทางจิตวิทยาเท่านั้น ผ่านไป 7 นัด ลิเวอร์พูลคือทีมที่สร้างโอกาสยิงได้มากที่สุดในพรีเมียร์ ลีก 123 ครั้งและยิงเข้ากรอบมากสุด 46 จาก 7 นัด ขณะที่แมนฯ ซิตี้อยู่ลำดับ 4 มีโอกาสยิง 96 ครั้ง ยิงเข้ากรอบ 36 ครั้ง อยู่ที่ 7

 

นั่นบ่งบอกว่า การสูญเสียดาบิด ซิลบาส่งผลต่อการสร้างสรรค์เกมของซิตี้ และภาระทั้งหมดตกอยู่กับเควิน เดอ บรอยน์

 

เกมรุกของซิตี้เป็นอันดับ 1 จากการยิงของเขตโทษ แต่เป็นอันดับ 10 ในการยิงในกรอบเขตโทษ บทบาทสำคัญสุดอยู่ที่ราฮีม สเตอร์ลิง ณ ตอนนี้ยิงได้แค่ 2 ประตู แต่เขาคือคนที่ได้โอกาสยิงมากสุดในทีม เลี้ยงบอลมากที่สุด สกัดบอลและตัดบอลมากสุด หากลิเวอร์พูลตัดสเตอร์ลิงออกจากเกมได้ เท่ากับอันตรายของซิตี้จะหายไปเยอะ

 

ขณะที่คลอปป์ใช้วิธีการค่อยๆสร้าง แต่เป็ปใช้วิธีการค่อยๆซื้อและเปลี่ยน นับตั้งแต่สเตอร์ลิงย้ายมาอยู่แมนฯ ซิตี้ พวกเขาซื้อกองหน้า 7 คน มูลค่ารวม 200 ล้านปอนด์ แต่ไม่ใครบ้างที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ริยาด มาห์เรซ กลายเป็นตัวหลัก และ 3 คนย้ายออก

 

ปีที่สเตอร์ลิงย้ายจากแอนฟิลด์ คือปีที่บ๊อบบี้ ฟีร์มีโน่ย้ายเข้า จากนั้น ลิเวอร์พูลค่อยๆสร้างกองหน้าและได้รับการยกย่องว่าน่ากลัวที่สุดในยุโรป มาเน่และซาลาห์ ก่อนมีโชต้า

 

สเตอร์ลิงแพ้ลิเวอร์พูล 7 ครั้ง เสมอ 4 ครั้ง และชนะ 2 ครั้งนับตั้งแต่เขาย้ายมาสวมเสื้อสีฟ้า อาจใช้โอกาสเปลืองแค่ไหนเขายังเป็นนักเตะคนสำคัญของเป็ป เช่นเดียวกับบ๊อบบี้ ฟีร์มโน่กับเยอร์เก้น คลอปป์

 

“หลายต่อหลายเกมที่เขาสร้างความแตกต่างโดยไม่ต้องยิงประตู และยิงได้ในเกมอื่น น่าอายหากผมต้องอธิบายคุณภาพของบ๊อบบี้ ผมช่วยคนเหล่านั้นไม่ได้ เสียใจด้วย หากพวกเขามองไม่ออก ช่วยไม่ได้จริงๆ ทำได้แค่นี้”

 

จากประเด็นการขาดฟาน ไดค์มาถึงประเด็นฟีร์มีโน่-โชต้า ซึ่งถือเป็นแนวป้องกันแรกของลิเวอร์พูล ฤดูกาลที่ผ่านมา ฟีร์มีโน่คือนักเตะที่ตัดบอลจากคู่ต่อสู้ที่พยายามเล่นจากหน้าประตูตัวเองได้มากสุด 37 ครั้ง โดยแท็คติกเขาน่าได้โอกาสเป็นตัวจริงกับซิตี้

 

เกมที่เรามองว่าบ๊อบบี้มีปัญหาในฤดูกาลนี้ แอสตัน วิลล่า เชฟฯ ยูไนเต็ดและเวสต์ แฮม นั่นเพราะทีมเหล่านี้พยายามเปิดบอลโด่งจากหลังไปหน้าให้เร็วที่สุด แต่เป็ปยังไงก็ยึดมั่นในวิธีการเล่นจากหน้าประตูตัวเอง ซึ่งน่าจะทำให้บ๊อบบี้กลับมาเป็นตัวอันตราย หากได้ลง

 

แต่จำนวนประตูเพื่อเอาชนะเกม 2 จาก 20 นัดล่าสุด อาจทำให้คลอปป์ต้องมองดีโอโก้ โชต้า

 

“สำหรับคนที่อยู่กับ ไม่จำเป็นที่ผมต้องอธิบายว่าเขาสำคัญแต่ไหน สำหรับคนที่ไม่อยู่กับเรา ผมไม่แคร์นะ จะพูดถึงบ๊อบบี้อย่างไร”

 

โชต้าก็เช่นกัน เขายินดีกับการปรับตัวและผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้ายิงไม่ได้ ใช่ว่านี่คือนักเตะที่ไม่ดี

 

“ดีสำหรับเราที่โชต้าปรับตัวได้เร็ว สร้างความมั่นใจได้เร็ว ต่อให้เขายิงไม่ได้ ก็ไม่ทำให้เขาเป็นนักเตะที่ดีน้อยลง ผมรักการเล่นของเขา การทำประโยชน์ให้ทีม”

 

ไม่มีใครรู้หรอก คลอปป์คิดอย่างไร นอกจากนักเตะลิเวอร์พูลที่ป่านนี้คงรู้แล้วว่า ใครคือ 11 ตัวจริงกับแมนฯ ซิตี้ แต่ผมเชื่อว่า ต่อให้มาร์ค ลอว์เร็นสันจะหมดความเชื่อมั่นในลิเวอร์พูลเป็นครั้งแรกรอบ 159 เกม ครั้งสุดท้ายที่ลอว์โร่บอกว่า ลิเวอร์พูลจะแพ้คือ นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2015-16 แต่ลิเวอร์พูลเสมอเวสต์ บรอมที่ฮอว์ธอร์น

 

ระหว่าง 159 เกมที่ลอว์โร่บอกลิเวอร์พูลจะไม่ได้ ลิเวอร์พูลแพ้ 16 นัด แต่สำหรับผม มองว่า นี่เป็นเกมที่ลิเวอร์พูลมีโอกาสชนะแมนฯ ซิตี้ที่เอติฮัดมากกว่าครั้งไหนๆในยุคของเยอร์เก้น คลอปป์ เพราะหากแพลนเอ ไม่สำเร็จ ยังมีแพลนบีที่ใช้ได้ผล แต่หวังว่าคงไม่ต้องถึงแพลนซีนะ

 

 

บทความโดย  :: กิตติกร อุดมผล

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความฟุตบอล :: บทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี