อีกสถิติร่วมของลิเวอร์พูลตกเป็นของคลอปป์ เมื่อลูกทีมของกุนซือชาวเยอรมัน
บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

กายไม่พร้อมแต่ใจเกินร้อย

อีกสถิติร่วมของลิเวอร์พูลตกเป็นของคลอปป์ เมื่อลูกทีมของกุนซือชาวเยอรมัน

สามารถกลับจากความพ่ายแพ้ ชนะเวสต์ แฮมที่แอนฟิลด์ ไม่แพ้ใคร 63 นัดติดต่อกันในบ้าน

อีกสถิติร่วมของลิเวอร์พูลตกเป็นของคลอปป์ เมื่อลูกทีมของกุนซือชาวเยอรมัน

เท่าทีมของบ๊อบ เพสลี่ย์ ทำไว้เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 1978 – 31 มกราคม 1981

สำหรับคลอปป์และแชมเปี้ยนส์ของเขา ไม่รู้จักคำว่า “แพ้” ที่แอนฟิลด์ในลีกหลังจากแพ้คริสตัล พาเลซ 2-1 23 เมษายน 2017

ยุคของเพสลี่ย์ เขาไม่สามารถวิจารณ์ฟุตบอลลีกเรื่องโควตาตัวสำรองและนักเตะในทีม ทุกทีมเปลี่ยนตัวสำรองได้แค่ 1 คนในฤดูกาล 77-78 ในทีมมีนักเตะแค่ 16 คน เมื่อเริ่มฤดูกาล ซื้อนักเตะสำคัญ 1 คนคือเคนนี่ ดัลกลิชด้วยค่าตัว 440,000  ปอนด์ สูงสุดในลีกอังกฤษ ณ เวลานั้น สตีฟ อ๊อกริโซวิค ประตูสำรองย้ายมาเดือนพฤศจิกายน และแกรม ซูเนสส์เข้ามา มกราคม 1978

เกมนัดต่อมาในบ้านเสมอเซาแธมป์ตัน 0-0 7 พค 2017 คือจุดเริ่มต้นของการไม่แพ้ใครติดต่อกัน 63 นัด จนถึงปัจจุบัน 32 ตุลาคม 2020 ชนะ 52 นัด เสมอ 11 ยิงได้ 166 เสีย 42 ประตู มี 33 คลีน ชีต ขณะที่ทีมของเพสลี่ย์ ชนะ 49 เสมอ 14 ยิงได้142 ประตู เสีย 27 ประตู มี 41  คลีนชีต

ชัยชนะทั้งหมด 52 ประตูของคลอปป์ มี 21 นัดที่ชนะเกิน 3 ประตู ขณะที่เพสลี่ย์มี 20 นัด

21 พฤศจิกายน 2020 คลอปป์และทีมมีโอกาเป็นเจ้าของสถิติสูงสุดของการไม่แพ้ที่แอนฟิลด์ติดต่อกัน 64  เกม แต่เพียงผู้เดียว

เดวิด มอยส์ มาเยือนแอนฟิลด์ 16 ครั้งกับ 4 ทีม และยังไม่ชนะแม้แต่ครั้งเดียว

ไม่แพ้ใครในบ้านติดต่อกัน 63  เกมน่าประทับใจ แต่หลายคนอดกังวลใจไม่ได้ เพราะลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้แตกต่างจากฤดูกาลที่ผ่านมามากมาย เสีย 15 ประตูจาก 7 เกม หากเป็นฤดูกาลสุดพิเศษ 19-20 ต้องเล่น 23 นัด แต่นี่แค่ 7 นัด มีแค่แอสตัน วิลล่าฤดูกาล 1897-98 ที่เป็นแชมเปี้ยนส์ของอังกฤษแล้วเสียประตูมากกว่า(17 ประตู)

ความมั่นใจในเกมรับสั่นคลอนเพราะการสูญเสียเวอร์จิล ฟาน ไดค์ ตั้งแต่ต้นเกมกับเอฟเวอร์ตัน เมื่อ 17 ตุลาคม แต่จากนั้นเป็นต้นมาลิเวอร์พูลที่ต้องปรับเซนเตอร์มาตลอด ชนะ 100 % จาก 4 นัดที่ลงเล่นในทุกรายการ เช่นเดียวกับการให้แน็ต ฟิลลิปส์เล่นพรีเมียร์ ลีก นัดแรกในเกมนี้

กองหลังวัย 23 ปี คือลูกชายของจิมมี่ ฟิลลิปส์ อดีตนักเตะโบลตันที่ลงสนามเจอลิเวอร์พูลในนัดชิงลีก คัพ 1995

เยอร์เก้น คลอปป์ตอบคำถามของทุกคนได้เป็นอย่างดี ไม่มีฟาน ไดค์ มาติป ฟาบินโญ่ ใครคือเซนเตอร์คู่กับโจ โกเมซ อายุ 23 ปีเท่ากัน แต่ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล 119 นัดในทุกรายการ (78 นัดในลีก)

เทียบผลงานระหว่าง 2 คนในเกมเวสต์ แฮม ฟิลลิปส์ ได้บอล 97 ครั้ง แย่งบอล 13 ครั้ง แย่งโหม่ง 9 ครั้ง เคลียร์บอล 9 ครั้ง ตัดบอล 2 ครั้ง เปลี่ยนการครองบอล 6 ครั้ง เสียการครองบอล 17 ครั้ง โกเมซ ได้บอล 117 ครั้ง แย่งบอล 10 ครั้ง แย่งโหม่ง 8 ครั้ง เคลียร์บอล 3 ครั้ง เปลี่ยนการครองบอล 4 ครั้ง เสียการครอง 9 ครั้ง

ลิเวอร์พูลเปลี่ยนนักเตะ 6 คนจากทีมแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อกลางสัปดาห์กับมิดต์จิลลันด์ ขณะที่เวสต์ แฮม จำต้องเปลี่ยน 1 คน จากทีมที่เสมอกับแมนฯ ซิตี้ นั่นคือมิเคล อันโตนิโอ เป็นเซบาสเตียน เอลแลร์ ที่ได้บอล 17 ครั้งตลอดเกมก่อนโดนเปลี่ยนออกในนาที 74 แทนที่โดยอังเดร ยาโมเลนโก้

3 เกมติดต่อกันที่มอยส์จัดทีมชุดเดิมได้ ผลงานคือชนะเลสเตอร์ (ย) 0-3 เสมอท็อตแน่ม (ย) 3-3 และเสมอแมนฯ ซิตี้ (ห) 1-1 การขาดอันโตนิโอ ทำให้แผน 5-4-1 ไม่สมบูรณ์ แม้เอลแลร์จะเล่นลูกโหม่งดี แต่ไม่มีความเร็ว นั่นลดปัญหาให้โกเมซและฟิลลิปส์ไปมากทีเดียว

ขณะที่ลิเวอร์พูลครองบอลมากกว่า แต่การเล่นเกมรับโดยผู้เล่น 9 คน ทำให้เจ้าถิ่นประสบปัญหามากในการเจาะเพื่อสร้างโอกาสเข้าทำ นี่คือเกมที่ลิเวอร์พูลมีโอกาสยิงน้อยที่สุดตลอดฤดูกาล แค่ 9 ครั้ง ครึ่งแรกมีโอกาสยิง 4 ครั้ง ขณะที่เวสต์ แฮมได้โอกาสยิง 1 ครั้งในครึ่งแรก และทั้งหมด 4 ครั้ง

พูดง่ายๆ หากเล่นกับลิเวอร์พูล แล้วอุดแบบนี้ พอจะมีโอกาสได้ประตูบ้าง อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลพิสูจน์ให้เห็นตามแบบที่คลอปป์พูดคือ นี่คือทีมของนักสู้ พวกเขาโดนนำก่อน 3 – 4  เกมที่แอนฟิลด์สำหรับฤดูกาลนี้และสามารถกลับมาชนะได้ทุกนัด

ผู้เล่นเกมรุก ชุดยิ่งใหญ่ มาเน่ ฟีร์มีโน่และซาลาห์ แทบไม่สามารถทำอะไรได้ ในโอกาส 9 ครั้งของทีม เป็นของซาลาห์ 3 ครั้ง มาเน่ 1 ครั้ง ขณะที่ฟีร์มีโน่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะเงื้อเท้ายิง คำถามคือถึงเวลาที่ดีโอโก้ โชต้า จะยึดตำแหน่ง 11 ตัวจริงได้หรือยังหากคลอปป์ต้องการเล่น 4-3-3 แบบเมื่อคืน

ลิเวอร์พูลเล่น 4-2-3-1 กลางเปิดช่องว่างให้คู่ต่อสู้เยอะ กลับมาเล่น 4-3-3 ครองบอลเยอะกว่าเวสต์แฮม 72.5 % – 27.5 % นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ความผิดพลาดของกลางคือจีนี่ ไวนัลดุม จอร์แดน เฮนเดอร์สันและเคอร์ตีส โจนส์ ก็สำคัญ โดยเฉพาะจังหวะเสียประตู ไม่มีใครประกบพาโบล ฟอร์นาลของเวสต์ แฮมแม้แต่คนเดียว

ตำแหน่งที่ฟอร์นาลได้บอล ควรมี 1 ใน 3 มิดฟิลด์คอยดู แต่พอดีเคอร์ตีส โจนส์พยายามบล็อกมาซูอากูที่ริมเส้น เฮนเดอร์สันพยายามเดินปิดพื้นที่ของมาซูอากู ไม่ทันสังเกตุว่า ฟอร์นาลค่อยๆหนีเข้าสู่ที่ว่าง เมื่อบอลโหม่งเคลียร์ไม่ดีของโกเมซตกตรงหน้าฟอร์นาล จึงไม่มีใครสกัดได้ ที่สำคัญเขายิงได้ดีเสียด้วย

โจนส์เปิดบอลโด่งให้ซาลาห์แตะเล่น และมาซูอากูพยายามเข้าสกัด ไม่ต้องเตะรุนแรงซาลาห์พร้อมจะล้มอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครเถียงได้ว่านั่นไม่ใช่การฟาวล์และจุดโทษ นำมาสู่ลูกตีเสมอ

เกมนี้คือเกมที่ยากตามคาดเพราะทุกคนรู้ว่า เวสต์ แฮมจะเล่นแบบไหนและลิเวอร์พูลจะเจาะอย่างไร เช่นเดียวกับอาการเหนื่อยล้าของทีมที่ต้องเล่นทุก 3 วัน มาตั้งแต่ 17 ตุลาคม รวมแล้ง 5 นัด ส่วนเวสต์ แฮมไม่มีโปรแกรมกลางสัปดาห์หลังตกรอบคาราบาว คัพด้วยการแพ้เอฟเวอร์ตันเมื่อ 30 กันยายน

ลิเวอร์พูลอาจมีข้อจำกัดที่กองหลัง แต่ไม่มีข้อจำกัดในแดนกลางและแดนหน้า คลอปป์สามารถเปลี่ยนนักเตะแล้วยกระดับทีมได้ จนมอยส์บอกแบบขำๆหลังเกมว่า “นี่ไง ทำไมเราถึงไม่อยากให้เปลี่ยนนักเตะได้ 5 คน”

เชอร์ดาน ชาคีรี่และดีโอโก้ โชต้า ลงสนามนาที 70 แทนโจนส์และฟีร์มีโน่โดยลำดับ พร้อมกับเปลี่ยนระบบการเล่น ให้ซาลาห์ขยับเป็นหน้าตัวใน โชต้าเล่นซ้าย ชาคีรี่เล่นกลางรุก และมาเน่เล่นด้านขวา

ลิเวอร์พูลโต้กลับจากการโหม่งเคลียร์ของอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เป็นตัวจริงนัดที่ 100 ในลีก ให้ชาคีรี่พาบอลก่อนจ่ายให้โชต้าลากเข้ากรอบเขตโทษ ก่อนจ่ายให้มาเน่ยิงติดเซฟลูคัส ฟาเบียนสกี้ จังหวะซ้ำมาเน่และอ๊อกบอนน่าชาร์จหาบอลทั้งคู่ ก่อนลูกเข้าทางโชต้า ซึ่งเขายิงเข้า แต่ VAR เช็คและเควิน เฟรนด์ดูจอข้างสนามก่อนสรุปว่า มาเน่ฟาวล์ผู้รักษาประตู

ครึ่งหลังบอลจังหวะ 2 เป็นของลิเวอร์พูลมากขึ้น และนั่นคือจุดสำคัญของการได้ประตูชัย ไวนัลดุมเก็บบอลเมื่ออ๊อกบอนน่าแย่งจากมาเน่หน้ากรอบเขตโทษ จีนี่ต่อให้อาร์โนลด์มุมขวาของเขตโทษ แต่เจอมาซูอากูขวา ฟูลแบ็คต้องขยับเข้าใน จ่ายย้อนให้เฮนเดอร์สัน แตะต่อให้ชาคีรี่ที่ยืนโล่งบริเวณหัวกระโหลก

เมื่อมิดฟิลด์สวิสพลิกตัว โชต้าวิ่งขึ้นหน้า บอลจากแชคทะลุไรซ์และคูฟาล มาเน่ยืนนิ่งเพราะล้ำหน้า กลายเป็นโชต้าหลุดเดี่ยวก่อนยิงชนิดฟาเบียนสกี้หมดสิทธิ์รับ

โชต้าเป็นคนแรกหลังจากหลุยส์ การ์เซียทำไว้เมื่อปี 2004  ยิงได้ทั้ง 3 นัดแรกที่เล่นในแอนฟิลด์ และลิเวอร์พูลคือทีมที่สองของพรีเมียร์ ลีก สามารถกลับมาชนะได้ 3 เกมติดต่อกันที่โดนนำก่อนในบ้าน ทีมแรกคือแบล็คเบิร์นเมื่อปี 2009 แต่การโดนนำ 3 / 4 เกมแรกที่แอนฟิลด์ นี่เท่ากับ 19 เกมในบ้านของพวกเขาเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

การขาดแฟนบอลในแอนฟิลด์ อาจทำให้ลิเวอร์พูลขาดแรงกระตุ้นสำหรับตัวเอง และการกดดันคู่ต่อสู้ก็จริง แต่เท่าที่เราเห็น ความมุ่งมั่น การต่อสู้และรับมือกับปัญหา ไม่มีอะไรลดลงหากเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ลิเวอร์พูลยังขึ้นเป็นอันดับ 1ของตารางได้ ไม่มีอะไรน่าพอใจไปกว่านี้

 

 

บทความโดย  :: กิตติกร อุดมผล

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความฟุตบอล :: บทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี