พรีเมียร์ ลีกเปิดตัวเลขแท้จริงสำหรับเงินชดเชยให้เจ้าของลิขสิทธิ์ฤดูกาล 19-20
บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

ความล้มเหลวของระบบบวกความผิดพลาดส่วนบุคคล

พรีเมียร์ลีกเปิดตัวเลขแท้จริงสำหรับเงินชดเชยให้เจ้าของลิขสิทธิ์ฤดูกาล 19-20

จากกรณีการระบาดของโควิค-19 ด้วยการหลักการได้มากจ่ายมาก จากจำนวนทั้งสิ้น 330 ล้านปอนด์

พรีเมียร์ ลีกเปิดตัวเลขแท้จริงสำหรับเงินชดเชยให้เจ้าของลิขสิทธิ์ฤดูกาล 19-20

ลิเวอร์พูล แชมเปี้ยน ต้องได้รับเงิน 161.1 ล้านปอนด์ ต้องคืนเงิน 17.3 ล้านปอนด์ เฉลี่ย 2 ฤดูกาลเริ่มจากนี้เป็นต้นไป เท่ากับสโมสรมีรายได้จากพรีเมียร์ ลีก 19-20 แค่ 143 ล้านปอนด์ แมนฯ ซิตี้ รองแชมป์ ต้องได้ 156.7 ล้านปอนด์ โดนตัด 16.8 ล้านปอนด์ คงเหลือแค่ 139.9 ล้านปอนด์

สองทีมนี้โดนตัดในอัตราส่วน 10.7 % ขณะที่ทีมอันดับรองลงมาโดนตัดน้อยลง  เช่น นอริช อันดับ 20 โดนตัดแค่ 7.5 % จาก 95.2 ล้านปอนด์เหลือแค่ 88.1 ล้านปอนด์  (7.1 ล้านปอนด์) นอกจากนี้ 3 ทีมที่ตกชั้น บอร์นมัธ วัตเฟิร์ดและนอริช โดยตัดเงินส่วนแบ่งพิเศษ ซึ่งจะได้รับใน 2 ฤดูกาล อีก 2.6 ล้านปอนด์ สำหรับฤดูกาลนี้ และ 2.2 ล้านปอนด์ สำหรับฤดูกาลหน้า

ทีมที่ตกชั้นในฤดูกาล 20-21 โดนตัดเงินส่วนแบ่งพิเศษ ทีมละ 2.6 ล้านปอนด์ 1 ฤดูกาล

ผลกระทบไม่เกิดเฉพาะพรีเมียร์ ลีก ลีดส์ เวสต์ บรอมฯ และฟูแล่ม ต้องชดเชยค่าลิขสิทธิ์คืนให้ EFL ทีมละ 8.4 ล้านปอนด์ เช่นเดียวกับทีมที่เลื่อนชั้นจากเดอะ แชมเปี้ยนส์ ลีกจากฤดูกาลนิ ต้องโดนหั่นรายได้เหมือนกัน

หลักสำคัญในการตัดเงินคือ จำนวนรายได้จากการถ่ายทอดสดทีวี ซึ่งบวกเข้ามากับเงินรางวัลที่แต่ละอันดับได้ แมนฯ ยูฯ อันดับ 3 ต้องได้ 150.7 ล้านปอนด์ โดนตัด 16.2 ล้านปอนด์ คงเหลือ 134.5 ล้านปอนด์ เชลซีต้องได้ 151.5 ล้านปอนด์ โดนตัด 16.3 ล้านปอนด์ เหลือ 135.2 ล้านปอนด์

ช่องแรกคือรายได้เดิม / ส่วนที่โดนตัด / คงเหลือ

Liverpool    161.1 / 17.3 /143.8  Man City 156.7 /16.8 / 139.9

Man Utd 150.7 /16.2 /134.5 Chelsea 151.5 / 16.3 /135.2

Leicester 147.2 /15.8 /131.4 Tottenham 137.7 //14.8 /122.9

Wolves 132.5 /14.2 / 118.3 Arsenal 140.3 /15 /125.3

Sheff Utd 136.8 /14.7 /122.1 Burnley 124.7 /13.4 / 111.3

Southampton 123.8 / 13.3 / 110.5 Everton 125.5 /13.5 /112

Newcastle 118.6 /12.7 / 105.9 Crystal Palace 111.7 / 11.9 / 98.2

Brighton 110 / 11.3 / 98.7 West Ham 114.3 / 11.6 / 102.7

Aston Villa 108.2 /10.3 / 97.9Bournemouth 102.2 / 9 / 93.2

Watford 105.9 /9.1 /96.8 Norwich 95.2 /7.1 /88.1

กลับมาพูดถึงผลงานในสนาม แนวรับ 4 คน โรเบิร์ตสัน ฟาน ไดค์ โกเมซ และอาร์โนลด์ กับผู้รักษาประตู อลิซง เบ๊คเกอร์ โดนตำหนิมากมาย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผลงานปี 2019-20 ซึ่งลิเวอร์พูลได้แชมป์

ลิเวอร์พูลยิงได้ 85 ประตู เสีย 33 ประตู ผลต่างคือ 52 ลิเวอร์พูลเสียประตูน้อยที่สุด และเป็นทีมที่เก็บชัยชนะมากที่สุด 32 นัด ขณะที่แมนฯ ซิตี้ อันดับ 2 ชนะแค่ 26 นัด ยิงได้ 102 ประตูเสีย 35 ประตู ผลต่างคือ 67 นับครึ่งฤดูกาล 18 นัด ลิเวอร์พูล ชนะ 17 เสมอ 1 ยิงได้ 46 เสีย 14 ผลต่าง 32 ประตู อันดับสองตอนนั้นคือเลสเตอร์ ชนะ 12 เสมอ 3 แพ้ 4 ยิงได้ 41 เสีย 18 ผลต่าง 23 ประตู

สถิติที่น่าสนใจคือ ลิเวอร์พูลเสียแค่ 15 ประตู ใน 26 นัดแรก จากการเล่นแบบ High Line ที่โดนตำหนิตั้งแต่แรก หรือเท่ากับ 0.58 ประตูต่อเกม จากกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ลิเวอร์พูลเสีย 21 ประตูใน 13 นัด เฉลี่ย 1.62 ประตูต่อนัด ซึ่งบางคนบอกว่า หลักๆก็ 7  นัดสุดท้ายซึ่งได้แชมป์แล้ว

ย้อนกลับไปปี 2018-19ลิเวอร์พูลเสียประตูน้อยกว่าฤดูกาลที่ผ่านมา คือ 22 นัดในลีก ยิงได้ 89 ประตู ผลต่าง 67 ประตู ได้ 97 คะแนน แต่ไม่ได้แชมป์ โดนแมนฯ ซิตี้เฉือน ชนะ 32 นัด ยิงได้ 95 เสีย 23 ผลต่าง 72 ประตู

แชมป์กับรองแชมป์ แต่ความรู้สึกของแฟนบอลตอนแรกไม่ค่อยมั่นใจฤดูกาล 2019-20 เท่าไร เพราะเกมรับไม่เหนียวแน่นเหมือนฤดูกาล 18-19 ถามว่าเลือกได้เอาแบบไหน

สตีฟ นิโคล อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูลชุดแชมป์ลีก 1989-90 วิจารณ์ขณะทำหน้าที่ให้กับอีเอสพีเอ็นไว้ดังนี้

“แนวรับลิเวอร์พูลพยายามดันขึ้นไปอยู่เกือบกลางสนาม นั่นไม่ค่อยดีสำหรับฟุตบอลในปัจจุบัน มันสำคัญมากและเป็นพื้นฐานของปัญหา” นิโคลว่าไว้แบบนี้ แต่อย่าลืมว่า นื่คือทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก 2  ฤดูกาลที่ผ่านมา และได้แชมป์

“สำหรับเกมกับลีดส์ ถ้าคุณไม่แก้จุดนี้ รับรองว่าเกมรับเจอปัญหาใหญ่แน่นอน” เยอร์เก้นคลอปป์บอกว่าเป็นเพราะความผิดพลาดส่วนบุคคล อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์โดนแจ๊ค แฮร์ริสันหลอกสำหรับประตูแรก และเวอร์จิล ฟาน ไดค์ พลาด โดนแพทริค แบมเฟิร์ดฉกไปยิง ขณะที่นิโคลไม่มองว่า ความเสียหายทั้งสองประตูเป็นเรื่องผิดพลาดเฉพาะคนใดคนหนึ่ง

“ผมไม่สนใจหรอกว่า นักเตะลิเวอร์พูลแต่ละคนความสามารถเฉพาะตัวดีแค่ไหน คุณต้องป้องกันให้ได้เป็นระบบ และลิเวอร์พูลไม่สามารถป้องกันได้เป็นระบบ” ณ จุดนี้ หากเราย้อนดูประตูแรก เคลวิน ฟิลลิปส์ได้บอล นาบี เคต้าควรขยับเข้าเพรสทันที แต่เคต้าอยู่ห่างไป ทำให้ฟิลลิปส์เปิดบอลได้ สอดคล้องกับที่คลอปป์บอกคือ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ยืนไลน์ไม่ดี กลายเป็นความผิดพลาดส่วนตัว เรื่อยจนถึงโจ โกเมซ

การไม่ป้องกันทั้งระบบอย่างนิโคลวิจารณ์เกี่ยวพันกับประตูที่สอง อิลาน เมส์เลียร์ ผู้รักษาประตูลีดส์ เริ่มเล่น ไม่มีใครบีบ มาเน่ทำท่าจะวิ่งเข้าไป แต่ห่างเกินไป เขาเปิดบอลออกด้านข้าง สจ๊วร์ต ดัลลัสเล่นจังหวะเดียว ผ่านหน้าเคต้า ซึ่งอยู่ห่างอีก เฮนเดอร์สันไม่ประกบใคร โกเมซพยายามบีบมาเตอุซ คลิช แต่ช้าเกิน เขาชิ่งคืนให้ดัลลัส ซึ่งปล่อยบอลใหล ก่อนเปิดโด่งมาหน้าเขตโทษลิเวอร์พูล อันนี้คือความล้มเหลวในการป้องกันเป็นระบบ

ขณะที่ฟาน ไดค์ตัดสินใจและเล่นผิดพลาด ถ้าเขาเคลียร์เลย ลูกนี้ไม่น่าเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าแตะได้ดีกว่านี้ แบมเฟิร์ดไม่น่าได้จังหวะยิง แต่ก็นั่นแหละ หากฟาน ไดค์เล่นถูก ไม่ผิดพลาด ทุกคนจะบอกว่า นี่มันสุดยอดกองหลังของโลก เมื่อพลาด กลายเป็น อหังการ์เกินไป

ขณะเดียวกัน นิโคลกล่าวอีกว่า “ผมไม่พูดถึงผู้เล่นคนอื่นหน้ากองหลัง 4 คนนะ ผมเจาะจงที่กองหลังทั้ง 4 ไม่ว่าทำอะไร พวกเขาทำพร้อมกันทั้ง 4 คนในฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นทำให้เกมรับประสบความสำเร็จ นี่คือหัวใจ คนอื่นจะทำอย่างไร ดีหรือเลว แต่นี่คือกองหลัง หน้าที่คือเป็นกำแพง เป็นแนวรับสุดท้าย”

“สิ่งสำคัญคือ การเล่นด้วยกัน จะรุกหรือรับ แต่เกมนี้ทั้ง คน กระจายทั่วสนาม ไม่มีระบบเละไปหมด นั่นคือเรื่องใหญ่ ถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้ รับรองเสียประตูกันสนุกแน่”

ความจริง สิ่งที่เราเห็น นิโคลพูด เยอร์เก้น คลอปป์ก็เห็นและยอมรับแบบไม่มีเม้ม อ้างโน่นอ้างนี่ เขาแจกแจงถี่ยิบถึง  ประตูที่เสีย อยู่ที่จะแก้ไขได้หรือไม่

สองเรื่องที่พอจะเบาใจ นอกจากแฮตทริคของโม ซาลาห์ คือการเข้าทำที่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ต้องอาศัยจังหวะเยอะ ไม่ต้องครองบอลเยอะ ไม่ต้องเปิดบอลเยอะกว่าคู่ต่อสู้ อันนี้ถือเป็นความก้าวหน้า อีกเรื่องคือ ทีมที่มาตรฐานดีแบบนี้ อย่างน้อย

ฤดูกาลติด ไม่มีทางกลายเป็นทีมที่แย่ในชั่วข้ามคืนหรอก แต่ทีมอื่นจะตามทันไหมนั่นอีกเรื่อง

 

 

บทความโดย  :: กิตติกร อุดมผล

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความฟุตบอล :: บทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี