#ลีดส์ยังไม่เคยเจอทีมแบบลิเวอร์พูลของคลอปป์”
บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

The Champions are backs

#ลีดส์ยังไม่เคยเจอทีมแบบลิเวอร์พูลของคลอปป์”

อาจเป็นแค่เรื่องเล่า แต่สะท้อนว่าเยอร์เก้น คลอปป์ถ่ายทอดตัวตน และวัฒนธรรมใหม่ให้ลิเวอร์พูล

#ลีดส์ยังไม่เคยเจอทีมแบบลิเวอร์พูลของคลอปป์”

 

คืนที่สโมสรฉลองแชมป์พรีเมียร์ ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา งานปาร์ตี้ดำเนินอย่างสุดเหวี่ยง กัปตันทีม เฮนเดอร์สัน และรองกัปตันทีม มิลเนอร์ พูดคุยแข่งกับเสียงแห่งความสุข เรื่องที่พูดคือ ฤดูกาลใหม่ ทำอย่างไร จะคงความหิวกระหายของทุกคน เช่นเดียวกับจิตใจของนักสู้

อิ่มตัว คือสิ่งที่หลายคนคาดกัน หลังประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ลิเวอร์พูลพยายามเดินหน้าคว้าความสำเร็จชิ้นต่อไป นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในทีมซึมซับหลังจากคว้าแชมป์จนถึงพรี-ซีซั่น

แน่นอน การป้องกันแชมป์เป็นเรื่องยากมาก พรีเมียร์ ลีกคือยุคของแมนฯ ยูฯ พวกเขาทำราวกับว่ามันง่ายมาก แต่หลังจากปีศาจแดงได้แชมป์ 3 ฤดูกาลติด 07-09 เพิ่งมีแค่ครั้งเดียวที่แชมป์ไม่เปลี่ยนมือคือ 18 และ 19 ซึ่งแมนฯ ซิตี้เฉือนลิเวอร์พูลไป 1 คะแนน

ฤดูกาลใหม่ ร้านรับพนันในอังกฤษมองว่า แมนฯ ซิตี้คือเต็ง 1 อาจเพราะฟอร์มหลังจากได้แชมป์ไม่ดี และลิเวอร์พูลไม่ค่อยจะขยับตัวเสริมทีม หากมองผลงานฤดูกาลที่แล้ว ช่วงหนึ่ง ช่องว่างระหว่างลิเวอร์พูลกับอันดับ 2 คือ 25 คะแนน ก่อนจบที่ 18 คะแนน เป็นเรื่องยากที่ใครอื่นจะตามทัน หากลิเวอร์พูลรักษามาตรฐานระดับปรากฎการณ์นั้นได้

เฮนเดอร์สัน ชื่นชอบ Last Dance ทาง Netflix ชิคาโก้ บูลส์ คว้าแชมป์ 6 ครั้งใน 8 ฤดูกาล กัปตันทีมชุดแชมป์ยุโรป แชมป์ซูเปอร์ คัพ แชมป์สโมสรโลก แชมป์ลีก กล่าวว่า “คุณสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น เราต้องการทำให้ดีขึ้น ทำอย่างไรเราจะเล่นดีกว่าเดิม ไม่มีขีดจำกัดเรื่องการพัฒนา ผมรู้สึกว่า เรายังทำได้ดีกว่านี้”

“สองฤดูกาลที่ผ่านมา เป็นอะไรที่สุดยอด” มิลเนอร์กล่าว “แต่ถ้าเราทำได้เท่าเดิม ก็ไม่ดีแล้ว เรากำหนดเป้าหมายไว้ และทุกคนต้องการเตะเราให้ตกจากบัลลังก์”

คนสำคัญที่สุดคือ คลอปป์ เขาพูดกับสื่อและนักเตะถึงแนวการเล่นในฤดูกาลใหม่ “ลิเวอร์พูลจะไม่ป้องกันแชมป์ แต่เราจะบุกตลุยเพื่อคว้าแชมป์”

คลอปป์มองว่า สถานการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ทุกทีมต้องการชนะลิเวอร์พูล ตั้งแต่วันที่ไม่เป็นแชมป์ ขณะที่แอนฟิลด์คือป้อมอันแข็งแกร่ง แต่กว่าแฟนบอลจะกลับเข้าสนามได้ ข้อได้เปรียบนั้นไม่มี ลิเวอร์พูลฟอร์มไม่ดีเลย สำหรับการเล่นโดยไม่มีคนดูในสนาม

เอียน รัช นักเตะชุดสุดท้ายของลิเวอร์พูลที่คว้าแชมป์ลีก ติดต่อกัน 2  ฤดูกาลกล่าวว่า “ได้แชมป์เป็นเรื่องยาก ป้องกันแชมป์ยิ่งยากกว่า 2 ฤดูกาลก่อน แมนฯ ซิตี้คือทีมดีสุด แต่ตอนนี้ ลิเวอร์พูลคือทีมนั้น ทีมยกมาตรฐานสูงมาก ทุกคนอยากชนะลิเวอร์พูล ตอนเป็นนักเตะผมชอบความรุ้สึกแบบนี้ ทุกเกมมีความสำคัญ และคุณต้องทำใหดี”

“แนวคิดคือ การเริ่มต้นอีกครั้ง ฤดูกาลที่แล้วไม่มีความหมาย คุณต้องพิสูจน์ว่า คุณดีที่สุดเหมือนเดิม การประสบความสำเร็จแล้ว ทำให้คุณอยากประสบความสำเร็จอีก ทีมที่ยิ่งใหญ่สามารถคว้าแชมป์ได้ต่อเนื่อง”

คลอปป์ปลูกฝังแนวคิดไม่เคยพอใจกับผลงานในอดีต เมื่อดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกา ปี 2011 คนใกล้ชิดคลอปป์รู้ดีว่า เป้าหมายต่อไปของเขาคือ การคว้าแชมป์บุนเดสลีกาอีกครั้งในฤดูกาล 2012 ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่า เขาทำได้ เพราะดอร์ทมุนด์เหมือนม้ามืดที่แย่งแชมป์สำเร็จ ทุกคนมองว่า นั่นคือ ครั้งเดียวที่ทีมอื่นๆ จะทำได้ เช่น สตุ๊ทการ์ทปี 06-07 และโวลฟ์ส์บวร์ก ปี 2008-09

เทียบงบประมาณของดอร์ทมุนด์กับคู่แข่ง ยิ่งไม่มีใครคิดว่าทำได้ พวกเขาเพิ่งพ้นเหตุการณ์ล้มละลาย ขายนักเตะสำคัญ นูริ ชาฮินให้เรอัล มาดริด ขณะที่บาเบิร์นพยายามปรับทัพเป็นการใหญ่ หลังจากพลาดแชมป์ครั้งที่ 3 ใน 4 ฤดูกาล มานูเอล นอยเยอร์ เจอโรม บัวเต็ง ราฟินญ่า เข้าสู่ทีมของจุปป์ ไฮย์เกส ดอร์ทมุนด์ เสริมทีมด้วยนักเตะราคาถูก อิลกาย กุนดาน จากเนิร์นแบร์ก  อีวาน เปอริซิส จากคลับ บรูกส์

ฤดูกาลใหม่เริ่มต้น บาเยิร์นทะยานเก็บแต้ม ขณะดอร์ทมุนด์พยายามจับทิศทาง ทั้งเกมบุนเดสลีกาและแชมเปี้ยนส์ ลีก “เราเล่นแชมเป้ยนส์ ลีก ด้วยเกมเดียวกับบุนเดสลีกา แต่ไม่ได้ผล ทุกครั้งที่เราพลาด เราโดนลงโทษ” ฮันส์ โจฮัคคิม วัตซ์เก้ กล่าว “แผงหลังเราดันสูง ไม่ได้ผล ทุกนัดเหมือนกัน เราสร้างโอกาสได้ แต่แพ้”

2 เซนเตอร์ เนเว่น ซูโบติช และแม็ตต์ ฮุมเมลส์ ขณะนั้นอายุ 22 ปี อาจไม่แกร่งพอ

ดอร์ทมุนด์ แพ้ 4 เสมอ 2 จาก 6 เกมของรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ จบอันดับสุดท้าย ในกลุ่มของอาร์เซน่อล มาร์กเซย์ และโอลิมเปียกอส แต่สถานการณ์บุนเดสลีกาดีขึ้น เมื่อชนะบาเยิร์นถึงถิ่น 1-0  กลางเดือนพฤศจิกายน ด้วยการเล่นสไตล์ของคลอปป์ซึ่งทีมในเยอรมันยังรับมือไม่ได้

ดอร์ทมุนด์จัดการเชือดคู่แข่ง ทำสถิติไม่แพ้ 28 เกม คว้าแชมป์บุนเดสลีกา แถมอัดบาเยิร์น 5-2 ในนัดชิงเดเอฟเบ อีก

สื่อเยอรมันบอกว่า ฤา ขั้วอำนาจจะเปลี่ยนมือ ฤดูกาลต่อมา ดอร์ทมุนด์เข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกกับบาเยิร์น แต่แพ้ และจากนั้นทุกอย่างไม่เหมือนเดิม

จุดสำคัญคือ การเสียนักเตะดีที่สุดของตัวเองให้บาเยิร์น มาริโอ เกิตเซ่ 2013 และโรเบิร์ต เลวานดอร์ฟสกี้ 2014 ดอร์ทมุนด์ไม่สามารถแข่งขันกับบาเยิร์นได้แน่ในเรื่องการเงิน เช่นเดียวกับ การแก้หมากเพรสซิ่งของคลอปป์ ด้วยการตั้งรับลึก นำมาซึ่งการไม่ประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบันของดอร์ทมุนด์ และคลอปป์จากไป

ลิเวอร์พูลพยายามประคองตัวจากโควิค ขายเดยัน ลอฟเร็นไปเซนิธ 10.9 ล้านปอนด์ ขายโอวี่ ไอเรียไปเร้ดดิ้ง 3.5 ล้านปอนด์ ซื้อคอสตาส ซิมิกาส จากโอลิมเปียกอส 11.75 ล้านปอนด์ ขณะที่ทีมอื่นๆในพรีเมียร์ ลีก เทเงินเสริมทีม แม้กระทั่งเอฟเวอร์ตัน ในสายตานักการเงินมองว่า ไม่นับการลงทุนโดยเจ้าของ ทุกทีมเสี่ยงด้วยหวังว่า อนาคตจะดีขึ้น

ลิเวอร์พูลมีรายได้เยอะก็จริง แต่รายจ่ายสูงเป็นเงาตามตัว FSG พยายามปรับรายรับ-รายจ่ายให้สมดุลย์ และคลอปป์พูดกับบีบีซีเมื่อต้นสัปดาห์ว่า ลิเวอร์พูลไม่สามารถทำตัวแบบเชลซีได้

เอียน รัชมองว่า “ยากที่จะเสริมทีมชุดนี้ให้ดีกว่าเดิม เราไม่สามารถซื้อเพียงเพื่อซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน การซื้อนักเตะ 2 3 หรือ 4 คน มาพร้อมกัน ต้องใช้เวลาปีหรือสองปี กว่าทุกอย่างเข้าที่ อย่ามองความ คุณค่าของการมีทีมที่ยิ่ง ลงตัวอยู่แล้ว ลิเวอร์พูลมีดาวรุ่งเก่งๆ จากอาแคเดอมี่ด้วย”

5 ปีที่แล้ว เมื่อคลอปป์รับตำแหน่งที่แอนฟิลด์ เขาบอกว่า พอใจกับการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนา มากกว่าการซื้อ และเขายืนยันแบบนี้กับบีบีซีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา การทำให้ทีมดีขึ้น มีหลายวิธี ซื้อนักเตะใหม่ หรือ ฝึกซ้อมพัฒนาไปด้วยกัน

ข้อดีของลิเวอร์พูล หากเทียบกับดอร์ทมุนด์คือ ลิเวอร์พูลไม่เสียนักเตะคนสำคัญ นั่นเพราะนโยบายที่แยบยล การต่อสัญญาระยะยาว เพิ่มค่าเหนื่อย

พรี-ซีซั่นที่ไม่ค่อยดีนัก 10 วันในออสเตรีย เพราะโควิด ทีมไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่า ซ้อม และพักผ่อน กฏระเบียบมากขึ้น ฟอร์มอุ่นเครื่องไม่ดี ชนะสตุ๊ทการ์ท เสมอซัลซ์บวร์ก แพ้อาร์เซน่อลในคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ก่อนชนะแบล็คพูล เหตุการณ์คล้ายพรี-ซีซั่น ฤดูกาล 19-20 ลิเวอร์พูลแพ้นาโปลี และแมนฯ ซิตี้ในศึกชิงโล่ห์

นักเตะอย่าง นาบี เคต้า ทาคูมิ มินามิโนะ เคอร์ตีส โจนส์ พร้อมกับบทบาทที่มากขึ้น เหมือนที่คลอปป์บอก เราไม่ต้องหาทางออกนอกสโมสร ลิเวอร์พูลสามารถพัฒนาการเล่นของตัวเองให้ดีขึ้น ทีมมีโอกาสพัก 3 สัปดาห์ ก่อนเข้าแคมป์ประมาณ 1 เดือน ซึ่งนักเตะยุโรปหลายคนมีโปรแกรมทีมชาติ โชคดีที่นักเตะอเมริกาใต้และอัฟริกาไม่ต้องไปไหน

สำหรับคลอปป์ ความสำเร็จที่ผ่านมาไม่สำคัญอีกต่อไป ด้วยปรัชญาของเขา เกมถัดไป ไม่สำคัญที่สุด มันคือเกมธรรมดา สเวน เบนเดอร์ อดีตนักเตะของคลอปป์บอกว่า เขาสอนให้เราคิด เกมต่อเกม เหมือนนักเตะชุดปัจจุบัน และ “วิ่ง เหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้”

และวันนี้ ลิเวอร์พูลของคลอปป์ จะต้องเริ่มวิ่งให้เต็มที่ เหมือนไม่มีเมื่อวาน เช่นกัน

ขณะที่มาร์เซโล่ เบลซ่า แถลงข่าวก่อนคลอปป์ 1 วัน นอกเหนือจากการยอมรับความยอดเยี่ยมของแชมเปี้ยนส์ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์บอกว่า “แอนฟิลด์ เป็นแอนฟิลด์ก็ต่อเมื่อคนดูเต็มสนามเท่านั้น”

คลอปป์พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ผมรู้ว่า มาร์เซโล่พูดว่า แอนฟิลด์ ไม่ใช่แอนฟิลด์ตอนไม่มีกองเชียร์ เขาก็ถูกนะ ในแง่มุมหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นแอนฟิลด์อยู่ดี บ้านของเรา และเราคือลิเวอร์พูล ไม่ใช่ขู่นะ แต่พวกเขาไม่ได้เล่นกับเราบ่อยนัก ดังนั้น พวกเขาน่าจะรู้สึกแตกต่างเหมือนกัน”

“เราพร้อมแล้วที่จะทำงานหนัก ทำให้ชิวิตพวกเขาไม่สะดวกสบาย มากกว่าทุกทีมในเดอะ แชมเปี้ยนชิพทำกับพวกเขา เพราะถ้าเราไม่ทำ เราจะทุกข์ทรมาณเอง นี่คือสิ่งที่เราจดจำไว้ ฟุตบอลไม่ตัดสินกันก่อนจบเกมนะ เกมแรกของฤดูกาล เหมือนว่าลีดส์ได้เปรียบ พวกเขากระหายมาก รอมานานกับการเล่นพรีเมียร์ ลีก  ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ พวกเขาพร้อมสู้เพื่อทุกอย่าง และเราคือแชมเปี้ยนส์  ยืนรอลีดส์ถาโถมเข้าใส่”

“เราไม่ทำแบบรั้นหรอก ตราบใดที่ผมยังมีลมหลายใจ ผมจะไม่ทำแบบนั้น เรื่องหนึ่งที่มั่นใจได้สำหรับเกมนี้ จะเป็นเกมที่ดุเดือด เข้มข้นที่สุดเท่าที่ลีดส์เคยเจอ ไม่เช่นนั้น ผมเองแหละที่จะเจอปัญหา”

 

ก่อนหยอดว่า “ไม่เห็นคนน่าสงสัยมาด้อมๆ มองๆ ที่สนามซ้อมของเรา และคุณยังไม่เคยเล่นกับทีมแบบเรา”

เขียนปนๆ กันไปจากเรื่องของ The Athletic และการแถลงข่าวของคลอปป์เมื่อวานนี้

ปล

คลอปป์ เปิดเผยแล้วว่า ที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันบอกให้อภัย ที่ทำให้ตื่นตั้งแต่ตี 3 เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ข้อเท็จจริงคือ เพิ่งฉลองเสร็จตอน ตี 3 หรือ  4 จะขึ้นนอน แต่ก่อนนอนก็เล่นโทรศัพท์นิดหน่อย เห็นข้อความแสดงความยินดีจากท่านเซอร์ ก็เลยส่งข้องความตอบกลับไป “ผมไม่คิดว่า ท่านจะเปิดโทรศัพท์วางไว้ข้างเตียงตอนนอน ผมตอบข้อความไปแบบสุภาพมากๆนะ ผมไม่เจตนาปลุกเขา แต่มันเกิดขึ้น ขอโทษด้วยนะอเล็กซ์ ”

 

 

บทความโดย  :: กิตติกร อุดมผล

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความฟุตบอล :: บทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี