พัฒนาการด้านแท็คติกของลิเวอร์พูลโดยเยอร์เก้น คลอปป์ นับเป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง
บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

ความพ่ายแพ้คือจุดเริ่มต้นสู่ความยิ่งใหญ่

พัฒนาการด้านแท็คติกของลิเวอร์พูลโดยเยอร์เก้น คลอปป์ นับเป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง

การรับงานต่อจากแบรนดัน ร็อดเจอร์ส ระหว่างฤดูกาล

พัฒนาการด้านแท็คติกของลิเวอร์พูลโดยเยอร์เก้น คลอปป์ นับเป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง

ประคับประครองจนลิเวอร์พูลแข็งแรงพอจะยืนหยัดอยู่ได้ และเข้าชิงชนะเลิศ 2 ลีก คัพและยูโรป้า ลีก แม้จะพ่ายแพ้ทั้งหมด แต่อาจมีส่วนทำให้ลิเวอร์พูลก้าวมาถึงจุดนี้

4-3-3 การเล่นที่ดุดันของฟูล-แบ๊ค 2 ข้าง มิดฟิลด์ดุจเครื่องจักร กองหน้าระดับเวิร์ลด์ คลาส นำมาสู่ความสำเร็จของลิเวอร์พูลในปัจจุบัน

ระบบนี้อาจอยู่ในแผนการของคลอปป์ตั้งแต่แรก หรือได้แรงบันดาลใจจาก นัดชิงยูโรป้า ลีก 18 พฤษภาคม ณ เซนต์-ยาค็อบ พาร์ค

ลิเวอร์พูล:มินโญเล่ต์ โมเรโน่ ทูเร่ ลอฟเร็น ไคล์น ชาน มิลเนอร์ คูตินโญ่ ฟีร์มีโน่ ลัลลาน่า สเตอร์ริดจ์ (4-2-3-1)

เซบีญ่า: :ซอเรีย เอสคูเดโน่ คาร์ริโซ่ รามี มาเรียโน่ เอ็นซองซี่ ครีโชเวียค บิโตโล่ บาเนก้า โคเค่ กาเมโร่ (4-2-3-1)

น่าสนใจว่า ทำไมคลอปป์ถึงปรับมาเป็น 4-3-3 แบบปัจจุบัน เริ่มต้นจากความพ่ายแพ้ต่ออูเน เอเมอรี่ที่สวิสหรือไม่

ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูลชิงยูฟ่า คัพ 3 ครั้ง ได้แชมป์ 3 ครั้ง (73 76 และ 2001) ไม่เคยชิงยูโรป้า ลีก ส่วนเซบีญ่า เข้าชิง 4 ครั้ง ได้แชมป์ 4 ครั้ง (06 07 14 และ 15) อูไน เอเมอรี่ ถือเป็นโค้ชหรือผจก. ที่ชาญฉลาดด้านแท็คติกที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค

เขาเปิดเผยความรุ้สึกและแนวคิดจากนัดชิงครั้งนั้น ผ่าน Coach Voice ท่านสามารถคลิกตามลิงก์ที่ผมแปะไว้ เอเมอรี่พูดสเปน แต่มีซับเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ยากนักลองดูแล้วจะได้อรรถรสมากขึ้น

https://www.youtube.com/watch?v=Ly6pB4pQMoY&feature=emb_title

สำหรับเซบีญ่า จุดสำคัญเกิดขึ้นในห้องแต่งตัวระหว่างพักครึ่ง ทำอย่างไรจะเปลี่ยนสภาพจิตใจของนักเตะให้สู้กับลิเวอร์พูลได้ อย่าลืมว่า คลอปป์เพิ่งคุมทีมได้ 8 เดือน แต่ถ่ายทอดทัศนคติสำคัญให้นักเตะจนครอบงำเซบีญ่าที่อยู่กับเอเมอรี่ตั้งแต่ปี 2013 ได้

11 ตัวจริง เอเมอรี่เลือก ดาวิด ซีเรียเป็นผู้รักษาประตู “ตลกมาก ผมไม่ให้เขาเล่นในลา ลีกาเลย เล่นเฉพาะยูโรป้า ลีก แต่ได้แชมป์ เขาไม่ได้เล่นเกมลีกเลย” เอเมอรี่อธิบายตัวเลือก

แบ๊คขวาคือมาเรียโน่ แบ๊คซ้ายเซอร์จิโอ เอสคูเดโร่ คู่เซนเตอร์คือ เอดิล รามี่และแดเนี่ยล คาร์ริโซ่

“กลางที่เป็นแกนของทีม 2 คนคือ เกรซกอร์ซ ครีโชเวียค และสตีเว่น เอ็นซองซี่ มีเอแวร์ บาเนก้า เป็นกลางรุก เล่นได้แบบฟรี เหมือนนัมเบอร์ 10 ของทีม” เอเมอรี่ อธิบายการวางกำลังแดนกลาง

ด้านขวาของเซบีญ่าคือ โคเค่ ให้เล่นสูงกว่าปกติ และการเล่นเกมรับ สามารถให้โคเค่เล่นเป็นแบ๊คคู่กับมาเรียโน่ได้ ขณะเดียวกัน เขารู้ว่า โคเค่มีความสามารถในการทำประตูได้

“ซ้ายคือบิโตโล่ เขาถนัดขวา แต่เล่นด้านนี้ เขาตัดเข้ามายิงได้ เช่นเดียวกับเปิดพื้นที่ให้เอสคูเดโร่เติมขึ้นมา ศูนย์หน้าคือเควิน กาเมโร่คนเดียว” นี่คือเกมรุกของเอเมอรี่

ตัวเลขคือ 4-2-3-1 เหมือนกัน แต่เอเมอรี่บอกว่า ระหว่างเกม ทั้งสองทีมปรับเป็น 4-3-3ได้ตลอดเวลา

คลอปป์ให้เอ็มเร่ ชานกับเจมส์ มิลเนอร์คุมแดนกลาง ฟีร์มีโน่เหมือนนัมเบอร์ 10 อดัม ลัลลาน่าอยู่ขวาฟิลิปเป้ คูตินโญ่อยู่ซ้าย แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์เป็นหน้าเป้า

“หลักการของ 2 ทีมเหมือนกัน และอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะ”

ณ เวลานั้น ความแตกต่างด้านแท็คติกระหว่างคลอปป์กับเอเมอรี่ อยู่ที่ความยืดหยุ่นของเกมรับ กองหลัง 4 คนของลิเวอร์พูลพยายามรักษาตำแหน่ง แต่ฟูล-แบ๊ค 2 ด้านของเซบีญ่าขยับเติมเกมรุก

“ผมมีแผนว่า ถ้าเราได้บอลต้องสร้างความได้เปรียบตั้งแต่คาร์ริโซ่และรามี่ ทำเกมรุกขึ้นไป พยายามเจาะลิเวอร์พูลให้ได้ บอลต้องถึงบาเนก้าตัวสำคัญของเรา เขาเป็นตัวเชื่อมปีกทั้ง 2 ด้าน เช่นเดียวกับฟูล-แบ๊คที่เติมขึ้นมา”

คลอปป์ใช้ระบบ 4-2-3-1 เหมือนกันเมื่อคุมดอร์ทมุนด์ และนำมาใช้กับลิเวอร์พูลยุคแรกๆ มิดฟิลด์รับ 2 คน กับเพลย์ เมคเกอร์ 1 คน ในเกมรุก มิดฟิลด์รับ 1 คน สามารถเติมขึ้นเสริมเกมรุกได้ และอีกคนต้องคุมพื้นที่เพื่อช่วยเซนเตอร์ อันนี้แตกต่างจากปัจจุบันอย่างชัดเจน เมื่อลิเวอร์พูลเล่นเกมรับแบบ High Line หรือคู่เซนเตอร์ดันสูง

ดอร์ทมุนด์ตอนนั้น คู่เซนเตอร์ แบ๊คขวาลูคัส พิสเช็คและแบ๊คซ้าย มาร์เซล ชเมลเซอร์ จะสลับกันเติม เท่ากับดอร์ทมุนด์มีผู้เล่นเกมรับอย่างน้อย 3 คน

จนปัจจุบัน แบ๊คซ้ายและขวาของลิเวอร์พูลเปิดเกมรุกเต็มที่เหมือนเซบีญ่าวันนั้น เพราะลิเวอร์พูลนำก่อนจากแดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และน่าจะได้อีกอย่างน้อยสองประตูเมื่อหมดครึ่งแรก

ครึ่งแรก เอเมอรี่บอกว่า รูปเกมไม่ต่างกันมาก แต่ด้านจิตใจ ใครนำก่อนจะได้เปรียบ “30 นาทีแรก เราครองบอลดีกว่า แต่แทยไม่ได้ยิงเข้ากรอบ เกมช้า ทั้งสองทีมมีเวลาจ่ายบอลมาก การเล่นแบบรอจังหวะ จนลิเวอร์พูลนำด้วยเกมบุกที่ดี และการยิงที่ยอดเยี่ยมของสเตอริดจ์”

รูปเกมไม่เปลี่ยน แต่เทคนิคการเล่นเปลี่ยนไป เพราะลิเวอร์พูลมั่นใจมากขึ้น อันนี้คือความเห็นของเอเมอรี่

เอเมอรี่บอกว่า “มีเรื่องเล่า ช่วงพักครึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลกับเซบีญ่าเจอกันในห้องน้ำแล้วคุยกันว่า เกมนี้หมูสำหรับลิเวอร์พูล เซบีญ่าไม่มีทางสู้เลย ขณะที่ผมบอกนักเตะว่า เราต้องเปลี่ยนการเล่น จากความพยายามคุมเกมในแดนกลาง กลายเป็นจี้เข้าหาลิเวอร์พูล จากออกแบบขวางสนามเป็นจ่ายแนวตั้งเพื่อทะลุแนวรับของลิเวอร์พูล”

“เราเริ่มจากฝั่งซ้าย เอสคูเดโร่ เขาเปลี่ยนทิศทางของเกม มาเรียโน่แบ๊คขวาได้บอล เขาให้โคเค่ก็ได้ แต่เขาไปเอง ทำให้เรามีผู้เล่นริมเส้นทั้งสองด้าน”

มาเรียโน่ลากถึงเส้นหลัง ก่อนเปิดย้อนให้เควิน กาเมโร่ยิง เซบีญ่าตีเสมอตั้งแต่นาทีแรกของครึ่งหลัง  จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เซบีญ่าได้อีก 2 ประตู โดยโคเค่ นาที 64 และ 70 ก่อนชนะในที่สุด 3-1 คว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกสมัย 5 ก่อนได้แชมป์สมัย 6 เมื่อคืนที่ผ่านมา

นั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยยนแปลงด้านแท็คติกของลิเวอร์พูล จนชนะแชมเปี้ยนส์ ลีก และพรีเมียร์ ลีก

ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้ 1 เพรสซิ่ง นักเตะวิ่งมากกว่าเดิม 2 การใช้ฟีร์มีโน่แบบ False Nine 3 ระบบ 4-3-3 ในฤดูกาล 2016-17 4 มาเน่และซาลาห์ในการสวนกลับเร็ว 5 การเสริมความแข็งแกร่งด้วยฟาน ไดค์ 6 อลิซง 7 ฟูลแบ็ค 2 ข้างเล่นเหมือนเพลย์ เมคเกอร์ 8 การเล่นโยนยาวที่แม่นยำ 9 ขยับให้เฮนเดอร์สันเติมเกมรุกมากขึ้น ไม่ใช่เล่นกลางรับ 2 คน 10 คุมแดนกลางโดยฟาบินโญ่

คืนนี้ ลิเวอร์พูลอุ่นเครื่องเกมแรก สตุ๊ทการ์ท ก่อนเล่นกับซัลบวร์ก แล้วกลับอังกฤษ ซึ่งตอนแรกกังวลกันว่า ต้องโดนกักตัว 14 วัน เพราะออสเตรียเป็น 1 ใน 2 ประเทศที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของอังกฤษ เหมือนฝรั่งเศสก่อนหน้านี้ และลิเวอร์พูลเปลี่ยนแผนมาออสเตรียแทน แต่ลิเวอร์พูลทำเรื่องขออนุญาตผ่านสมาคมเท่ากับว่า ไม่ต้องโดนกักตัว แต่ซ้อมและเตรียมทีมเจออาร์เซน่อลได้ตามปกติ

แต่ปัญหาคืออ๊อกซ์เจ็บ ไม่รู้ว่าจะเล่นได้อีกครั้งเมื่อไร ที่แน่ๆ คือพลาดเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์กับอาร์เซน่อลอย่างแน่นอน

แต่เอาเถอะ คว้าแชมป์ลีกครั้งที่19ว่ายาก ครั้งที่20ยากกว่า แต่ก็ต้องลองดู ถึงวันนี้ ใครอย่ามาบอกว่า ลิเวอร์พูลจะทำไม่ได้ แชมป์อยู่ตรงนั้น ลุยไปคว้ามาด้วยกัน#TellUsNever#TeamNike#Supersports

สามารถหาซื้อเสื้อแข่งลิเวอร์พูลเหย้าและเยือนได้แล้วที่ @[email protected]

 

 

บทความโดย  :: กิตติกร อุดมผล

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความฟุตบอล :: บทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี