#2004-05 ราฟูลูชั่นและอภินิหารอิสตันบูล
บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

#มหากาพย์ลิเวอร์พูล30ปีแห่งความเจ็บปวด6

#มหากาพย์ลิเวอร์พูล30ปีแห่งความเจ็บปวด6

#2004-05 ราฟูลูชั่นและอภินิหารอิสตันบูล

ต่อให้สนับสนุนเชราร์ด อุลลิเยร์อย่างไร นักเตะหลายคนอาทิ คาร์ราเกอร์ เจอร์ราร์ด เมอร์ฟี่ย์และโอเว่น  รู้ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง “ผมพูดถึงเชราร์ดในแง่ดีตลอด เพราะเขามีอิทธิพลต่อการเล่นฟุตบอลและชีวิตผม” เมอร์ฟี่ย์สารภาพ “ผมมั่นใจว่า สตีวี่ ไมเคิ่ล และหลายคนจะพูดแบบเดียวกัน พิจารณาจากผลงานของเชราร์ดกับอนาคตของแต่ละคน แต่เขาไม่เหมือนเดิมหลังจากป่วย สมองไม่ปราดเปรื่องเหมือนเดิม มีบางอย่างแตกต่างไป จากสิ่งที่เขาต้องเจอก็ไม่น่าแปลกใจล่ะ”

9 มีนาคม 2004 วันที่โจเซ่ มูรินโญ่ แสดงตนให้แฟนบอลอังกฤษรู้จัก เมื่อวิ่งฉลองความสำเร็จ ประตูชัยในนาทีสุดของเอฟซี ปอร์โต้ ที่เส้นข้างสนามโอลด์ แทรฟเฟิร์ด สำหรับเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก วันนั้นเหมือนกันที่ จอร์จ ไบเด็ค ตัวแทนเขาแจ้งมูรินโญ่ว่า ริค พาร์รี่ CEO ของลิเวอร์พูลแสดงความปรารถนาของฝ่ายบริหาร อยากให้เขามาคุมลิเวอร์พูล ต่อจากอุลลิเยร์

พาร์รี่และไบเด็ค ประชุมกันที่แอนฟิลด์ก่อนเกมดังกล่าว โดยตัวแทนกุนซือชาวโปรตุกีส พูดถึงจุดเด่นต่างๆของมูรินโญ่ในการเป็นโค้ช  ผจก. และผู้นำทีม ซึ่งพาร์รี่ประทับใจคุณสมบัติต่างๆของมูรินโญ่ แต่เกิดอาการหวาดผวาต่อการแสดงออกของกุนซือวัย 41 ปี เย็นวันนั้น “เห็นมูรินโญ่ฉลองแบบนั้น ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า คิดไม่ผิด” พาร์รี่เปิดเผยในหนังสือ Ring of Fire “ผมมั่นใจว่า เขาคือผจก. ที่ยิ่งใหญ่สำหรับลิเวอร์พูลแน่ ถ้ามองแง่ความสามารถ แต่เขาเป็น ผจก. แบบลิเวอร์พูลจริงๆหรือ เขาพร้อมเป็นตัวแทนลิเวอร์พูล ในแบบที่เป็นลิเวอร์พูลหรือ”

มูรินโญ่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า “ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ทุกคนต้องสนใจ” ตอนนั้นเชลซีกำลังสร้างตัวเองด้วยความร่ำรวยของโรมัน อบราโมวิช และมูรินโญ่มองว่า เป็นการเติบโตที่ไม่มั่นคง ลิเวอร์พูลและมูรินโญ่เจรจากันยาวนาน ขณะที่ความสัมพันธ์กับอุลลิเยร์ใกล้ลงเอยแบบน่าเศร้า มูรินโญ่นำปอร์โต้เข้าชิงและเป็นแชมป์ยุโรป โดยบอร์ดลิเวอร์พูลเลือกกุนซือผู้นี้เรียบร้อย 2 วันหลังความสำเร็จของปอร์โต้ ลิเวอร์พูลปลดอุลลิเยร์ ปรากฏตัวละครอีกคน

#2004-05 ราฟูลูชั่นและอภินิหารอิสตันบูล

อลัน เคอร์บิชลี่ย์ ผจก. ชาร์ลตัน

ถึงเวลาตัดสินใจ มอรส์และพาร์รี่ สรุปตามสัญชาตญาณ ใจเหนือข้อมูลและเหตุผล ราฟาเอล เบนิเตซ อาจไม่มี รัศมีและความโดดเด่นแบบมูรินโญ่ แต่ผลงานกับบาเลนเซีย แชมป์ลา ลีกาสองสมัย แชมป์ยูฟ่า คัพใน 3 ปี น่าประทับใจจริงๆ ขณะเดียวกัน เชลซีอาจบีบให้ลิเวอร์พูลต้องตัดสินใจเช่นนั้น พวกเขาเสนอตำแหน่งผจก.ทีม พร้อมเงินเดือนมากกว่า งบประมาณทำทีมแบบไม่อั้น นักเตะชุดปัจจุบันที่ดีกว่า อนาคตของสโมสรน่าจะสดใส

ละครจบแบบทุกฝ่ายมีความสุข

คาร์ราเกอร์ชื่นชมอิทธิพลของเบนิเตซในสนามซ้อม โดยเฉพาะการปรับเกมรับ นี่คือสิ่งที่เขาปรารถนาจากโค้ชที่กระตุ้นความสนใจเขาตั้งแต่บาเลนเซียชนะลิเวอร์พูลแบบเด็ดขาด เหย้า-เยือน ในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มเมื่อปี 2002 เจอร์ราร์ดบอกว่า บาเลนเซียของเบนิตเซ เป็นคู่แข่งที่แกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ มีวินัยทั้งระบบและแท็คติกการเล่น

ผจก. เดินทางไปพบคาร์ราเกอร์ เจอร์ราร์ดและโอเว่นที่โรงแรมของทีมชาติอังกฤษในลิสบอน ระหว่างการแข่งขันยูโร 2004 นักเตะสัมผัสเบนิเตซในแง่มุมที่ต่างกัน คาร์ราเกอร์ประทับใจ ผจก.คนใหม่ทำการบ้านเรื่องนักเตะมาดี พูดถึงนักเตะจากทีมสำรองอย่างสตีเฟ่น วอร์น็อค ระหว่างการสนทนา เช่นเดียวกับการปรับตัวของนักเตะในการทำงานกับเขา ตรงกันข้ามกับ เจอร์ราร์ดและโอเว่น รู้สึกถึงความเย็นชา จากผจก. ชาวสเปนผู้นี้

“เชราร์ด อุลลิเยร์ เป็นผู้จัดการทีมที่สนใจเรื่องของทีม คน” ฮามานน์ให้ความเห็น “เขาวางตัวแบบนี้ เป็นไงบ้าง ภรรยาสบายดีไหม ลูกๆล่ะ เขาเป็นคนอบอุ่น ราฟาตรงกันข้าม เรื่องเดียวที่เขาถามคุณคือ ดูเกมเมื่อคืนไหม เขาจะคุยกับคุณแต่เรื่องงานเท่านั้น ถ้าคุณทำตัวแบบนั้น คุณอยู่กับเขาได้ มีอนาคตกับทีม ราฟาไม่สนใจเรื่องอื่นเลย”

“แต่การคุมซ้อมของเขาดีมาก เขาพัฒนาผมไปอีกระดับเรื่องความเข้าใจเกม เขาอธิบายการเล่น ระบบได้อย่างลึกซึ้ง การเล่นแบบที่แตกต่าง เขาทำให้คุณมองเกมต่างไปจากเดิม มีอะไรที่คุณคาดไม่ถึงตลอด โดยเฉพาะเกมรับ เขาเก่งมาก เราเล่นอย่างมีระบบแบบไม่เคยเป็นมาก่อน”

เบนิเตซต้องการให้ลิเวอร์พูลเล่นเกมรับสูงขึ้นกว่าเดิม เขาใส่แท็คติกให้ทีม ความหลากหลาย นักเตะพร้อมเปลี่ยนระบบการเล่นที่แตกต่างจากสไตล์หลัก แม้แกนของเกมอยู่บนพื้นฐานของ 4-2-3-1

นอกเหนือจากการสนับสนุนให้ทีมขายโอเว่นไปเรอัล มาดริด เขาวิจารณ์สตีเว่น เจอร์ราร์ดต่อสาธารณะตั้งแต่แรก เรื่องการปรับตัวเข้ากับระบบมิดฟิลด์ 2 คนของทีมได้หรือไม่ ชาบี้ อลองโซ่ แสดงให้เห็นคุณภาพตั้งแต่แรก หลังย้ายจากเรอัล โซเซียดั่ด แต่ 6 เดือนแรกของเบนิเตซกับลิเวอร์พูลเป็นอะไรที่น่าอึดอัดมาก มกราคม 2005 ทีมตกรอบเอฟเอ คัพด้วยการแพ้เบิร์นลี่ย์ แพ้เซาแธมป์ตันแบบหมดรูป เฮนแซ่นบอกว่านี่คือผลงานของลิเวอร์พูลที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เขาอำลาสนาม

“เราล้าหลังมาก ล้าหลังกว่าเมื่อ 15 ปีก่อนอีก” อดีตกัปตันทีมวิจารณ์ “และนั่นคือสัญญาณอันตรายสำหรับผม”

แฟนบอลไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร แม้บางส่วนศรัทธาในเบนิเตซ ก่อนลิเวอร์พูลเล่นกับเชลซีในนัดชิงลีก คัพที่มิเลนเนียม สเตเดี้ยมไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น มีการแห่รูปเบนิเตซในกรอบทองตามถนนที่คาร์ดีฟฟ์ แสดงความเคารพดุจเขาคือนักบุญ เชลซีและมูรินโญ่ชนะลิเวอร์พูลในนัดชิงดังกล่าว ด้วยการทำเข้าประตูตัวเองของเจอร์ราร์ด นักเตะที่เชลซีพยายามคว้าตัวไปร่วมทีม แต่แฟนบอลได้เห็นว่า นี่คือราฟาลูชั่น Rafalution ค่อยๆก่อตัว หลังการเริ่มต้นไม่ดี ทีมเริ่มมีรูปร่าง

จากนั้น แฟนบอลได้สัมผัสเรื่องราวอันเป็นตำนานอีกบทของลิเวอร์พูล พวกเขาทะลุจากรอบแบ่งกลุ่มด้วยประตูของเจอร์ราร์ดกับโอลิมเปียกอส ยาตราผ่านเลเวอร์คูเซ่นและยูเวนตุส ก่อนเจอเชลซีในรอบรองชนะเลิศ คราวนี้ ราฟาชนะด้วยแท็คติกที่ใช้ต่อกรมูรินโญ่ ผู้ยืนยันตลอดว่า ประตูของหลุยส์ การ์เซียไม่มีอยู่จริง “ghost goal” บอลไม่ข้ามเส้นประตูหน้าเดอะ ค็อป เอ็นด์ ลิเวอร์พูลเป็นผู้ชนะเหนือทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกอย่างยอดเยี่ยม ทำลายสถิติต่างๆมากมาย บรรยากาศเกมนัดสองที่แอนฟิลด์ ยอดเยี่ยม จนไม่น่าเชื่อว่าสามารถเกิดขึ้นจริงๆ

ผลงานของลิเวอร์พูลระหว่างครึ่งแรกของนัดชิงที่อิสตันบูล บอกว่า นี่แหละคือคุณภาพที่แท้จริงของทีม เอซี มิลานคือมหาอำนาจ พวกเขานำ 3-0  อย่างรวดเร็ว เบนิเตซปรับทีมระหว่างพักครึ่ง ให้นักเตะเล่น 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ ทำให้ทีมพลิกสถานการณ์ได้อย่างเหลือเชื่อใน 15 นาทีแรกของครึ่งหลัง ยิง 3 ประตูใน 6 นาที  ลิเวอร์พูลกลับสู่เกมอีกครั้งด้วยการตีเสมอเป็น 3-3

ค่ำคืนนั้น ทีมของเขาหว่านเสน่ห์ด้วยฟุตบอลที่ตราตรึง ต่อสู้จนถึงการยิงจุดโทษ ซึ่ง เจอร์ซี่ย์ ดูเด็คเป็นพระเอก

“ตาม 3-0  เราตายและโดนเผาเรียบร้อย” ฮามานน์เล่า แต่พยายามไม่ยกตัวเองว่า มีความสำคัญในการพลิกสถานการณ์ของทีม “หลายเกม ตัดสินกันด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ราฟาเก่งมากเรื่องการจัดการ เขาต้องการเปลี่ยนชีมี่ ทราโอเร่ออก แต่สตีฟ ฟินแน่นเจ็บ การพลิกเกมของราฟายอดเยี่ยมมาก เขาปรับเกมในเสี้ยววินาที และมันเหลือเชื่อมาก ผมไม่คิดว่า ผจก. สักกี่คนจะตอบสนองต่อสถานการณ์แบบนั้นได้ เหมือนเขาอ่านเกมทะลุปรุโปร่ง บางคนบอกว่า ราฟาเป็น ผจก. ที่โชคดี แต่หากเขาไม่เปลี่ยนแท็คติก เราคงไม่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ”

“มองย้อนกลับไป นั่นคือเรื่องสุดมหัศจรรย์ ย้อนคิดถึงทีมชุดต่างๆที่ผมเคยเล่นด้วยตลอดช่วงผมที่ลิเวอร์พูล บางชุดผมว่าดีกว่าทีมชุดนั้นอีก เราเกมรับดี ควบคุมเกมเป็น สตีวี่คอยเปิดเกมรุก หลุยส์ การ์เซียยิงประตูสำคัญๆ คิดว่า เรามีวิธีการเล่นฟุตบอลถ้วยแบบเหย้า-เยือนที่สมบูรณ์แบบ โดยที่เราได้แค่อันดับ 5 ในพรีเมียร์ ลีก แพ้เชลซี 37 แต้ม พูดง่ายๆ ไม่มีโอกาสลุ้นแชมป์ลีกแม้แต่นอย แต่ได้แชมป์ยุโรป มันวิจิตรพิสดารมาก”

ปรากฎการณ์อัศจรรย์แห่งอิสตันบูล คือส่วนหนึ่งในเส้นทางของลิเวอร์พูล ก่อนคืนสู่บัลลังก์แชมป์อังกฤษครั้งแรกในรอบ 30 ปี และนั่นคือครึ่งทางของการรอคอยพอดี ระหว่าง 1990 ถึง 2020 แม้จะผ่านไป 15 ปี ไม่มีใครลืมความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ของค่ำคืนดังกล่าวได้ มันคือมหากาพย์ที่ลิเวอร์พูลร่ายไว้กับโลกลูกหนัง

ณ เวลานั้น อิสตันบูลคือทุกอย่างของลิเวอร์พูล ไม่แต่เฉพาะกับเจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลเดี้ยน (อันนี้ผมฟังเสียงแม่ เจอร์ราร์ด อาจขัดแย้งกับความรู้สึกของท่าน ก็เอาที่สะดวกนะครับ)  ที่เป็นแฟนบอลของทีมมาตลอดชีวิต ก่อนเป็นกัปตันทีมด้วยวัยแค่ 23 ปี ผ่านสถานการณ์ยากลำบากของชีวิต ตลอด 2 ฤดูกาลก่อนที่ผ่านมา บางอย่างเป็นแผลในใจว่า ถูกทอดทิ้งให้แบกสโมสรอันยิ่งใหญ่ไว้โดยลำพัง พร้อมความคาดหวัง และจบด้วยความผิดหวังของฝั่งสีแดงในเมือง

เขาคิดวนไปวนมาก ควรเลือกอะไรดีระหว่างสโมสรกับอนาคตของตัวเอง ครุ่นคิดว่า เส้นทางการเล่นฟุตบอลจะเป็นเช่นไร หากเขาเลือกเชลซี แทนที่จะเป็นสโมสรที่กำลังซ่อมแซมตัวเอง และไม่รู้ว่ากระบวนการนี้จะสิ้นสุดเมื่อไร ไม่ว่าอุปสรรคมากแค่ไหน ฝันของเขาเป็นจริง ที่สุดของที่สุด สรณะของชีวิต ประโยคที่เขาพูดในคืนนั้น ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจนหมดสิ้น “ผมจะทิ้งทีมนี้ได้อย่างไร หลังจากเหตุการณ์นี้”

สองฝั่งถนนในลิเวอร์พูลแออัดด้วยแฟนบอลระหว่างพาเหรดแห่ถ้วยตอนเย็นวันรุ่งขึ้น ผู้คนพยายามเป็นส่วนหนี่งของประวัติศาสตร์  จับจองทุกพื้นที่แม้แต่ต้นไม้ เสาไฟฟ้า เพื่อโอกาสสัมผัสวีระบุรุษแค่น้อยนิดก็ยังดี ขณะที่นักเตะตอบรับความยินดีและคาราวะจากแฟนๆบนรถบัสเปิดประทุน พร้อมถ้วยชนะเลิศใบโตอยู่ในมือ ให้ทุกคนฉลองแบบอิ่มเอม

เจอร์ราร์ดเล่าว่า นั่นคือสัปดาห์ดีที่สุดในชีวิต การฉลอง ปาร์ตี้ ความสุขดำเนินไปตลอดหน้าร้อน หลังจากเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อคิดถึงอนาคตของทีมและตัวเอง เชลซีพยายามตื้ออย่างไม่ลดละ จนเกือบใจอ่อน ความสำเร็จที่อิสตันบูล ทำให้เขามีความสุขแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและตัดสินใจได้ว่า ควรเล่นฟุตบอลที่ไหน

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ความรักที่เจอร์ราร์ดมีต่อสโมสรเกือบขาดสะบั้น เขารู้สึกว่าสโมสรกำลังเล่นละคร ตบตา ฉกฉวยความได้เปรียบ ต้องรอสัญญาฉบับใหม่นานสองสัปดาห์ ที่สำคัญสิ่งที่ลิเวอร์พูลหยิบยื่นให้ น้อยกว่าที่เขาคิดว่าตัวเองมีค่าระดับไหน การประชุมกับเบนิเตซไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เจอร์ราร์ดรู้สึกว่า ผจก. ไม่เคยให้เกียรติเขาเท่าที่ควร และอยากขายเขาเพื่อระดมทุนซื้อนักเตะในแบบที่เขาต้องการ เบนิเตซปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง ลิเวอร์พูลมีปัญหาด้านการเงิน แต่เขาไม่คิดจะขายเจอร์ราร์ด แค่ให้กัปตันทีมเลือกอนาคตของตัวเอง จะมุ่งมั่นกับลิเวอร์พูลหรืออย่างใด

นี่คือเรื่องราวหลักของลิเวอร์พูล ตลอด 15 ปี หลังจากได้แชมป์ลีกครั้งสุดท้าย พวกเขาปั้นนักเตะเก่งๆจากอาแคเดอมี่ได้หลายคน แล้วก็เสียไป เริ่มจากแม็คมานามานไปเรอัล มาดริดเมื่อปี 1999 ถูกต้อง แม็คมานามานอยากพิสูจน์ตัวเองในต่างประเทศ และปล่อยให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่ยอมต่อ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความน้อยใจที่สโมสรพยายามขายเขาให้บาร์เซโลน่าเมื่อปี 1997 (แต่ไม่อาจบรรลุข้อตกลงได้ การซื้อขายเลยยกเลิก) ตามมาด้วยความตกต่ำของทีมในสองฤดูกาลถัดมา

ฟาวเลอร์ ไม่ใช่ลูกรักของทีม ขาดโอกาสลงเล่น รู้สึกว่าทีมไม่ต้องการเขาอีกต่อไป การเจรจาสัญญาฉบับใหม่ไม่คืบหน้า จนเขาตัดสินใจย้ายไปลีดส์เมื่อปี 2001 สัญญาของโอเว่นล่วงเลยจนเหลือปีสุดท้ายก่อนเบนิเตซเข้ามา ซี่งโอเว่นอยากย้ายทีมอยู่แล้ว แต่เบนิเตซเป็นคนอนุมัติให้การย้ายทีมครั้งนั้นเกิดขึ้น และเป็นงานแรกของเขาในฐานผจก. ลิเวอร์พูล

เงินคือปัจจัยสำคัญ แต่ทั้งสามคนเกิดเรื่องคาใจในทิศทางของลิเวอร์พูล สโมสรทะเยอทะยานแค่ไหน

เจอร์ราร์ดตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เคว้งคว้างจนตัดสินใจยื่นเรื่องของย้ายทีม ลิเวอร์พูลไม่ปฏิเสธ แต่มีเงื่อนไขซี่งยังไงเชลซีก็ยอม นั่นคือ 35 ล้านปอนด์ “ทุกอย่างจบแล้ว” พาร์รี่ พูดถึงสถานการณ์ของเจอร์ราร์ดตอนนั้น

คืนนั้น เจอร์ราร์ด เปิดทีวีดูรายงานข่าว เขาเห็นแฟนบอลเผาเสื้อที่พิมพ์ชื่อเขาหน้าสนามเมลวู้ด แฟนบอลโมโหข่าวเขาย้ายทีม ไม่กี่สัปดาห์หลังสร้างตำนานกับสโมสร เขากำลังทรยศทุกคนด้วยการทิ้งไปเชลซี เพื่อนๆและครอบครัว ได้รับข้อความให้อ้อนวอนเจอร์ราร์ดเพื่ออยู่กับลิเวอร์พูลต่อไป เขาต้องการเป็นคนทรยศต่อเมืองของตัวเองหรือไม่ เขาทบทวนดีแล้วหรือ ความคิดปั่นป่วนไปหมด เขาโทรหาหมอวอลเลอร์บอกว่ารู้สึกไม่ค่อยดี ลักษณะของแพนนิค แอทแท็ค ทุกครั้งที่เขาบอกตัวเองว่า ย้ายทีม อาการจะกำเริบหนักกว่าเดิม แต่ถ้าเขาบอกตัวเองว่า อยู่ลิเวอร์พูลต่อไป จิตใจกลับสงบแบบไม่น่าเชื่อ

ความทุกข์ทรมานดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจเด็ดขาด

เขาแจ้งสโมสรว่า พร้อมเซ็นสัญญาที่สโมสรเสนอให้ แม้มูลค่าน้อยกว่าที่เขาเชื่อว่าควรจเป็น พร้อมขอให้สโมสรตัดเงื่อนไขสามารถย้ายทีมได้หากทีมไม่ได้เล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก และสโมสรอื่นพร้อมจ่ายค่าตัวที่ระบุไว้ เขาไม่อยากย้ายไปไหน เขาอยากเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูล ไล่ตามความฝันในการแข่งขันที่ทุกคนถวิลหาที่สุด

แชมป์พรีเมียร์ ลีก

 

บทความโดย  :: กิตติกร อุดมผล

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความฟุตบอล :: บทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี