บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

#มหากาพย์ลิเวอร์พูล30ปีแห่งความเจ็บปวด3

#มหากาพย์ลิเวอร์พูล30ปีแห่งความเจ็บปวด3

#1992-1996ซูเนสส์-เอแวนส์

ตลอดยุครุ่งเรือง สถิติของลิเวอร์พูลในตลาดซื้อขายถือว่าประสบความสำเร็จ ใช้เงินพอประมาณ แต่ต้นยุค 1990 ลิเวอร์พูลหว่านเงินแบบไม่เคยทำมาก่อน และลงเอยด้วยความผิดหวัง

พอล สจ๊วร์ต คือหนึ่งในนักเตะดังที่ย้ายเข้ามาแล้วฝากความผิดหวังในใจแฟนบอล อดีตนักเตะนักเตะท็อตแน่มค่าตัว 2.3 ล้านปอนด์เมื่อกรกฎาคม 1992 เพื่อเสริมความแกร่งและอนุภาพในแดนกลาง แต่กลับอ่อนปวกเปียก การเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคือช่วงเวลาอันขมขื่นของสจ๊วร์ต เล่นไม่กี่นัด ขัดแย้งกับซูเนสส์ แล้วเดินทางผิดเมื่อหันหน้าพึ่งพาเหล้าและยาเสพติด

แต่พูดแบบรอมชอม สจ๊วร์ตอาจไม่ชอบซูเนสส์ เขาโทษตัวเองที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูล เพราะเขาทำตัวเองจริงๆ จนไม่อาจเป็นผู้เป็นคนได้ในสนาม ขณะเดียวกัน นักเตะลิเวอร์พูลตอนนั้นยังชอบดื่ม ยิ่ง ผจก.ไม่ชอบ นักเตะยิ่งดื่ม แต่การใช้โคเคน ไม่เกี่ยวกับทีมหรือนักเตะคนอื่น “ผมเลือกมันเอง” สจ๊วร์ตยอมรับ

ขณะเดียวกัน สจ๊วร์ตสงสัยว่า ชั่วเวลา 2 ปี หลังจากคว้าแชมป์ลีกล่าสุด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของลิเวอร์พูลกลับกลายเป็นความแตกแยก “ลิเวอร์พูลได้แชมป์มากมายในอดีตเพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทีมสปิริตที่ยอดเยี่ยม แต่แก่นดังกล่าวไม่เหลือเลยเมื่อผมย้ายไปอยู่กับทีม” สจ๊วร์ตกล่าว “นักเตะต้องดูแลตัวเอง แต่ละคนมีความคิดว่า ประตูแห่งความสำเร็จกำลังปิด อาณาจักรกำลังล่มสลาย ดังนั้น ผมต้องคิดถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครสนใจใคร ไม่มีเอกภาพ สโมสรซื้อนักเตะหลายคน รวมทั้งผมด้วย แต่ไม่มีอะไรได้เรื่องสักอย่าง เละเทะ ไม่มีทิศทาง”

ฤดูกาล 1992/93 แย่จนยากจะหาจุดต่ำสุด โดนโคเวนทรีถล่ม 3-2 พร้อมนักเตะ 2 คนโดนไล่ออกในสองเกมที่แพ้สปาร์ทัค มอสโคว์ 6-2 ในคัพ วินเนอร์ส ตัพ แพ้โบลตันในบ้าน 2-0 สำหรับเอฟเอ คัพ ตามเชสเตอร์ฟิลด์ ทีมจากลีก ทูในบ้าน 0-3 กับลีก คัพก่อนไล่ตามตีเสมอ 4-4 ซูเนสส์ขายซอนเดอร์สในเวลา 1 ปีหลังจากย้ายด้วยค่าตัวเป็นสถิติ เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสตอนตันและเฮาจ์ตันที่แอสตัน วิลล่า เบียร์ดส์ลี่ย์มีความสุข ณ อีกด้านของสแตนลี่ย์ พาร์ค กับเอฟเวอร์ตัน สะท้อนให้เห็นผลงานของ ผจก. ทีมลิเวอร์พูล

อย่างไรก็ตาม แฟนบอลมีเรื่องน่ายินดีเมื่อนักเตะรุ่นใหม่ แม็คมานาน เร้ดแน็ปป์ มาร์ค ร็อบ โจนส์ ดอน ฮัทชิสันก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ดี ไร้นักเตะรุ่นเก๋าคอยบอกทาง “เรามีโอกาสลงเล่น ผลงานดีในช่วงนั้น แต่การเป็นนักเตะวัยรุ่น คุณไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวเอง” ฮัทชิสันกล่าว

ฮัทชิสันยังเห็นด้วย นักเตะหลายคนย้ายเข้ามาโดยฝีเท้าไม่ได้มาตรฐาน ใกล้เคียงจะเป็นนักเตะลิเวอร์พูล อย่างเข่น ทอร์เบน พีชนิค กองหลังเดนมาร์ก มิดฟิลด์ฮังการี อิสต์วาน คอซม่า “นั่นคือช่วงเวลาที่สโมสรพยายามหานักเตะจากต่างประเทศ แต่การเลือกนักเตะของลิเวอร์พูลไม่ค่อยดี” โรเซนธาลออกความเห็น

เกียรติประวัติการซื้อนักเตะของลิเวอร์พูลยิ่งน่าอับอายมากขึ้น เมื่อซูเนสส์ยอมรับว่า เขาปฏิเสธโอกาสซื้อนักเตะ 2 คน ที่อาจไม่โด่งดังและสำคัญต่อฟุตบอลอังกฤษ ณ เวลานั้น ปีเตอร์ ชไมเคิ่ลจากบอร์นด์บี้ในเดนมาร์ก และเอริค คันโตน่าจากนีมส์ ฝรั่งเศส ซูเนสส์รู้เรื่องของคันดโตน่า แล้วสรุปว่าไม่ต้องการตัวสร้างปัญหาที่ลิเวอร์พูล สิ่งที่ลิเวอร์พูลและเสียหายไป กลายเป็นผลดีต่อลีดส์และผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แมนฯ ยูฯ

มีนาคม 1993 แมนฯ ยูฯชนะ 2-1 ที่แอนฟิลด์ ชัยชนะนัดสำคัญในการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 26 ปี แต่ลิเวอร์พูลล่ะ ลอยเหนือโซนตกชั้นแค่ 3 คะแนน สุดท้ายเดอะ เร้ดไต่ขึ้นมาเป็นที่ 6 แต่ยังห่างโซนตกชั้นแค่ 10 คะแนน ส่วนแมนฯ ยูฯ คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลที่ 1 โดยเฟอร์กูสันพยายามนำแมนฯ ยูฯให้ครองความยิ่งใหญ่ในอังกฤษ หรือเตะลิเวอร์พูลจากบัลลังก์ทีมอันดับหนึ่งของประเทศ

น่าอายไหม งานของแมนฯ ยูฯง่ายขึ้นเพราะลิเวอร์พูลมีส่วนทำลายตัวเอง

จบฤดูกาล 1992/93 ฝ่ายบริหารตัดสินใจเปลี่ยนผจก. พวกเขาเชิญดัลกลิชอีกครั้ง ซึ่งเดอะ คิงบอกว่ายินดีกลับบ้านหลังจากรับงานกับแบล็คเบิร์นได้ 1 ปี เขายินดีกลับบ้านอีกครั้ง หากลิเวอร์พูลส่งเทียบเชิญจริงจัง ข่าวลือโหมสะพัดเรื่องอนาคตของซูอี้ ด้วยข่าวที่บอกว่า หลุดจากห้องประชุมฝ่ายบริหาร เดวิด มอร์ส ประธานสโมสรคนใหม่สรุปว่า การปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายแบบนั้น ส่งผลร้ายต่อสโมสร พวกเขาตัดสินใจโหวตเรื่องนี้ และซูเนสส์รอดพ้นจากการโดนบั่นคอแบบหวุดหวิด มอร์สแถลงว่า “ซูเนสส์อยู่ต่อตามสัญญาที่เซ็นไว้ 3 ปี และหวังว่าจะได้อยู่นานกว่านั้น”

ฤดูกาลใหม่ ซูเนสส์ดึงนีล ร็อดด็อกและจูเลี่ยน ดิ๊กส์สู่แอนฟิลด์ ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้น หากดูมาตรฐานความฟิตนักเตะ ไนเจล คลัฟย้ายมา เช่นเดียวกับการแจ้งเกิดของกองหน้าเลือดลิเวอร์พูล ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ แต่อนาคตของซูเนสส์ริบหรี่ มกราคม 1994 ซูเนสส์ลาออก หลังลิเวอร์พูลตกรอบเอฟเอ คัพด้วยการแพ้บริสตอล ซิตี้จากเดอะ แชมเปี้ยนชิพ  “ผมรับงานเพราะเชื่อว่า สามารถนำสโมสรกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้” ซูเนสส์กล่าว “แต่กลายเป็นว่า งานนี้ยากกว่าที่ผมคิด”

ซูเนสส์ยอมรับในความผิดพลาดของตัวเองหลายอย่าง โดยเฉพาะเสียใจที่ญาติดีกับเดอะ ซัน แต่เขายืนยันว่า ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมของนักเตะในห้องแต่งตัว ประเภทของนักเตะ ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะทีมของฤดูกาล 1989-90 ถึงจุดต้องปรับปรุงเมื่อเขารับตำแหน่ง “พูดกันตรง แกรมอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะ” นิโคลบอก “บางคนก็จากไป เราผ่านอะไรมากมาย”

นิโคลชอบอาหารขยะ ฟาสต์ฟู้ด ยอมรับว่า ซูเนสส์มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงโภชนการของทีม “มันเป็นเรื่องปกติที่ควรทำ” นิโคลยอมรับ “เขาต้องการให้เราทานอาหารที่ดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่ใช่สั่งให้เราโดดทะเลซี่งเต็มไปด้วยฉลาม”

“สิ่งที่ผมเห็นเมื่อรรับตำแหน่ง ทีมไม่ดีพอ เช่นเดียวกับนักเตะสำรอง” ซูเนสส์เปิดเผยกับ ไซม่อน ฮิวจ์สกับหนังสือ Men In Whites Suits  “มีความจำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน นักเตะไร้ความสามารถ ทัศนคติต่อการทำงานแย่ เราอ่อนปวกเปียก”

“ผมดีใจนะ ที่คนบอกว่า ผมโหดกับทุกคนทีม ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนรัก ใจดีกับทุกคนได้ บางทีก็เล่นการเมืองไม่เป็น การจัดการทีม ผมคาดหวังว่านักเตะจะมีทัศนคติแบบเดียวกับผม โลกเปลี่ยนไปแล้ว”

บางคนไม่แน่ใจว่า รอย เอแวนส์ที่ไต่เต้าขึ้นมาภายในห้องบู๊ต รูมแบบเงียบๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อาจใจอ่อนเกินไป สำหรับงานแสนยากในฐานะ ผจก. ลิเวอร์พูล เอแวนส์ตรงกันข้ามกับซูเนสส์ พยายามทำงานแบบนุ่มนวล แน่นอนหากต้องลงดาบ เอแวนส์สามารถทำได้ นักเตะหลายคนที่ซูเนสส์ซื้อมาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ดิ๊คส์ พิชนิค และสจ๊วร์ต โดนโล๊ะทันที เช่นเดียวกับกร็อบเบล่าร์ วีแลน นิโคลและแยน โมลบี้ เหลือแค่บาร์นส์และรัช จากทีมชุดแชมป์

เดอะ ค็อปที่เติบโตในยุค 90 ยังประจำใจทีมของเอแวนส์ พวกเขาเล่นฟุตบอลน่าดู ด้วยทักษะและความหวือหวา เร้ดแน็ปปื แม็คมานามาน ฟาวเลอร์และสแตน คอลลีมอร์ พวกเขาชนะโบลตันในนัดชิงลีก คัพ 1995 ด้วยสองประตูจากแม็คมานามาน และลิเวอร์พูลกลับมาเป็นทีมที่มีลุ้นในพรีเมียร์ ลีก ในสองฤดูกาลถัดมา

นั่นคือยุคแห่งความสุขยุคหนึ่ง ดีกว่ายุคของซูเนสส์เยอะในความเห็นของผม

“ทีมดังกล่าวมีพรสวรรค์ดีมาก” จอห์น สเกลส์ หนึ่งในนักเตะของเอแวนส์กล่าว เขาย้ายจากวิมเบิลดันเมื่อกันยายน 1994 “เรามีเดวิด เจมส์เป็นผู้รักษาประตู กองหลัง มีมาร์ค ไรท์ นีล ร็อดด็อก ฟิล บ๊าบบ์ ดอม มัตเตโอ และผม มีเจสัน แม็คเคเทียร์ และร็อบ โจนส์ เติมเกมแรกจากวิง แบ็ค จอห์น บาร์นส์ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ และไมเคิ่ล โธมัสแดนกลาง สแตน คอลลีมอร์ตอนย้ายมา ถือว่ามีพรสวรรค์ดีมาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์และสตีฟ แม็คมานามานก็สุดๆ ตอนนั้น แช็กกี้ (แม็คก้า) กำลังท็อปฟอร์ม ร็อบบี้ก็เหนือชั้น หนึ่งในนักเตะที่พรสวรรค์ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมทีมด้วย”

สิ้นฤดูกาลที่ 4 กับลิเวอร์พูล ฟาวเลอร์เพิ่งอายุ 22 ปี แต่ยิงแล้ว 116 ประตูจาก 188 เกมกับทีมชุดใหญ่ ยุคนั้น ประตูเฉลี่ยต่อเกมของพรีเมียร์ ลีก ต่ำกว่าปัจจุบัน ประตูที่ยิงได้น่าจดจำ ขณะที่ทักษะการเล่นของฟาวเลอร์อยู่ระดับไม่ธรรมดา การครองบอล ยิงประตู นอกหรือในเขตโทษ เขาเป็นดาวยิงที่ดี และยิงประตูสวยๆ สำคัญๆ มากมาย

ลิเวอร์พูลกำลังผงกหัวขึ้น

ลิเวอร์พูลเสริมเขี้ยวเล็บในหน้าร้อน 1995 ด้วยสแตน คอลลีมอร์จากน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยค่าตัวแพงเป็นสถิติของเครือจักรภพ 8.5 ล้านปอนด์ แสดงให้ลีกเห็นว่า พวกเขาจริงจังแค่ไหน เกมรับดี มิดฟิลด์มีคลาส เพลย์เมคเกอร์เยี่ยมๆ แม็คมานามาน และดาวยิงอันตราย ฟาวเลอร์ ณ เวลานั้น คอลลีมอร์คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลรอคอย คือมุมมองของคนส่วนใหญ่

เขายิงให้ทีมชนะในนัดแรกที่ลงสนามกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่น

ความผิดหวังปรากฏอย่างรวดเร็ว เมื่อฤดูกาล 95/96 ผ่านไปแค่ 3 เดือน คอลลีมอร์ให้สัมภาษณ์หนังสือโฟร์โฟร์ทูแสดงความไม่พอใจสโมสรใหม่ “ผมไม่รู้ว่าจะมีใครอีกไหน ธุรกิจไหนที่จ่ายเงิน 8.5 ล้านปอนด์กับบางสิ่งบางอย่าง แต่ไม่เคยวางแผนไว้ก่อนว่าจะใช้งานทรัพย์สมบัตินั้นอย่างไร”

เขายังพูดถึงทีมในลักษณะไม่ดีอีกหลายครั้ง “ทัศนคติของเขากับทีมใหญ่เปลี่ยนไป ตอนแรกคุณคิดว่า ได้เจออะไรที่ยอดเยี่ยม คุณไปร่วมทีมโดยเชื่อว่า พวกเขาคือศูนย์กลางแห่งความยอดเยี่ยม แต่ลิเวอร์พูลห่างไกลจากจุดนั้น”

ผ่านมา 25 ปี เมื่อคนถามถึงลิเวอร์พูล คอลลีมอร์ยังคิดเช่นเดิม

“ตอนอยู่ฟอเรสต์ ผมได้บอลในแดนตัวเอง เลี้ยงผ่านกองหลัง ยิงประตู” คอลลีมอร์ให้สัมภาษณ์เมื่อห้าปีก่อน  “ผมคิดว่าจะเล่นแบบนั้นเมื่อไปลิเวอร์พูล ผมประมาณว่า สโมสรต้องศึกษานักเตะเป็นอย่างดี ซื้อนักเตะที่ยิง 45 ประตูใน 2  ฤดูกาลกับฟอเรสต์ ลิเวอร์พูลต้องการผมแบบที่ผมเป็น และทำให้ผมตัดสินใจไปลิเวอร์พูล”

“ผมยิงได้ในนัดแรกที่ลงสนาม แต่แทบไม่ได้บอลเลยตลอดเกม เรามีนักเตะแบบจอห์น บาร์นส์ เจมี่ เร้ดแน็ปปื และไมเคิ่ล มัส ที่เล่นฟุตบอลจังหวะเดียว ลิเวอร์พูลแบบคลาสสิก pass-and-move ซึ่งลิเวอร์พูลทำได้ดี เป็นไปตามหลักการที่ลิเวอร์พูลต้องการ แต่ตายตัวเกินไป ผมจำได้ว่า รอนนี่ มอแรน โค้ชผู้ยิ่งใหญ่ ที่ผมเคารพนับถืออย่างมาก พูดระหว่างการประชุมทีม แม็คก้า เป็นคนเดียวที่สามารถเลี้ยงบอลระหว่างเกมได้ ผมจำได้ว่า ตลอดสี่หรือห้าสัปดาห์แรกเป็นอะไรที่ผมหงุดหงิดมาก อะไรกันวะ พวกเขายอมจ่ายตัวผมแพงเป็นสถิติของเครือจักรภพ แต่ไม่วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้งานผมอย่างไร”

คำพูดของคอลลีมอร์ ร้อนแรง ปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะกับคำที่ว่า ศูนย์กลางแห่งความยอดเยี่ยม “ที่ฟอเรสต์ เรามีคนที่คอยดูแลทุกอย่าง ปีเตอร์ เอ๊ดวาร์ดส์ อาหารการกิน โภชนาการ” คอลลีมอร์เทียบ “นั่นก่อนอาร์แซน เวนเกอร์เข้ามาพลิกผืนฟ้าอาร์เซน่อล ที่ฟอเรสต์ ร่างกายผมดีมาก ขนาดใกล้จบ 90 นาที ผมยังคิดว่า เล่นต่ออีกเกมสบายๆ”

“เมื่อมาลิเวอร์พูล ในห้องอาหารมีพ่อครัว หั่นขนมปังแผ่นโตๆ ปาดเนยให้ เรเซอร์ ร็อดด็อกเขมือบเบค่อน ต้องการไข่ทอดไหม พ่อครัวถามเรเซอร์ ไม่มีการฝึกด้านฟิตเนสส์ ผมคิดว่า ฟอเรสต์มีการเตรียมนักเตะเพื่อพรีเมียร์ ลีก สัก 9.9 จาก 10 คะแนน แต่ลิเวอร์พูลน่าจะแค่ 5 เท่านั้น ตอนอยู่ลิเวอร์พูล ร่างกายผมไม่แข็งแรงเหมือน 2-3 ฤดูกาลก่อน”

คอลลีมอร์ทะเลาะกับฟาวเลอร์ระหว่างการเล่นด้วยกันเกมแรกช่วงอุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาล “ร็อบบี้กับผมอยู่คนละขั้ว เมื่อลงสนาม เราเข้ากันได้ แต่นอกสนาม เราไม่มีอะไรทำร่วมกัน ไม่มีความขัดแย้งกันแบบเชอริงแฮมกับโคล แต่ก็ไม่ค่อยถูกใจกันเท่าไร ผมหงุดหงิด เพราะผมต้องเปลี่ยนสไตล์การเล่นทั้งหมด แต่เมื่อเล่นด้วยกัน เราทำได้ ไม่กระทบต่อผลงานในสนาม ถ้านับจำนวนประตู หรือแอสซิสต์ร็อบบี้ เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า ผมคือคู่ขาดีที่สุดของเขา มันก็เป็นแบบนั้น เพราะร็อบบี้นิสัยดีกับเพื่อนๆ”

คอลลีมอร์และฟาวเลอร์ยิงรวมกัน 55 ประตูในทุกรายการสำหรับฤดูกาลแรก แต่ผลงานตกต่ำระหว่าง ไม่ชนะเลย พฤศจิกายนถึงธันวาคม ทำให้พวกเขาหมดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ ลีก ก่อนจบฤดูกาลด้วยอันดับสอง รองจากแมนฯ ยูฯ และนิวคาสเซิ่ล อย่างไรก็ตาม การเข้าชิงเอฟเอ คัพ คือโอกาสประสบความสำเร็จ

บก ข่าวการเมืองของ BBC นิค โรบินสัน ให้สัมภาษณ์เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเมื่อปี 2015 เกี่ยวกับลิเวอร์พูล ด้วยการเอาภาพลิเวอร์พูลยุค 95-96 ให้ดู ในจำนวนนั้นคือ นักเตะลิเวอร์พูลสวมสูทสีขาวครีมของอาร์มานี่ ก่อนลงเล่นนัดชิงเอฟเอ คัพ 1996 “พระเจ้า พวกเขาทำอย่างนั้นทำไม ผมบอกไบรอัน คิดด์ ผู้ช่วยผมตอนนั้นว่า เราชนะแล้ว 1-0 พวกเขายะโส มั่นใจเกินไป ผมไม่รู้ว่าคุณจะเรียกมันว่าอะไร แต่มันเป็นการกระทำที่แย่มาก แย่จนไม่มีอะไรจะแย่กว่านั้นอีกแล้ว”

แมนฯ ยูฯ ชนะ 1-0 จริงๆ ด้วยประตูท้ายเกมของคันโตน่า สเกลส์พูดถูก ไม่มีใครตำหนิการแต่งกายดังกล่าวแน่ หากลิเวอร์พูลชนะ แต่เขายอมรับว่า “พวกเราไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นด้วย กลุ่มนักเตะ สวมชุดสีครีม คุณทำให้ตัวเองตกเป็นเป้า เสริมกับปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น”

ปัญหาทุกอย่างที่สเกลส์พูด อาจหมายถึงภาพลักษณ์ หน่อมแน้ม The “Spice Boys” ไม่มุ่งมั่นกับการคว้าแชมป์ นอกจากเล่นสนุก ทุกอย่างยิ่งรุนแรงกว่าเดิม เมื่อลิเวอร์พูลแผ่วปลายฤดูกาล 1996/97 ชนะ 1 จาก 5 เกมสุดท้าย ขณะที่นักเตะมีภารกิจนอกสนามมากมาย การเป็นนายแบบ มีแฟนสาวเป็นคนดัง ท่องเที่ยวแบบหรูหราเมื่อปิดฤดูกาล เสร็จจากเกมเย็นวันเสาร์บินด่วนมาลอนดอนเพื่อปาร์ตี้ที่ไนท์ คลับย่านเวสต์ เอ็นด์ของลอนดอน

กลายเป็นไม่ได้ใช้ความสามารถในสนาม

ลี ชาร์ป อดีตปีกของแมนฯ ยูฯ เคยเปิดเผยว่า คืนหนึ่ง นักเตะแมนฯ ยูฯ เผชิญหน้าสนักเตะลิเวอร์พูลในบาร์ที่อัลเดอร์ลีย์ เอ็ดจ์ เชสเชียร์ จะว่าไปแล้ว นั่นคือถิ่นของแมนฯ ยูฯ แต่เหล่าสไปซ์บอยยังบุกไปซ่าถึงที่นั่น ชาร์ปเล่าว่า รอย คีน เย้ยหยันนักเตะลิเวอร์พูลแบบไม่ไว้หน้า “บ๊าบบ์ แกกลับไปโคเวนทรีดีกว่า เร้ดแน็ปป์ แกประสบความสำเร็จอะไรบ้างในสนามฟุตบอล สเกลส์ แกคือนักเตะขยะๆ ติดทีมชาติอังกฤษชุดบีเท่านั้น”

.

.

บทความโดย กิตติกร อุดมผล

Facebook fanpage: Captain No.12

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความก่อนหน้า :: บทความลิเวอร์พูล