บทความฟุตบอล บทความลิเวอร์พูล

#เยอร์เก้นคลอปป์ #อัจฉริยะผู้ชูกำปั้นและเปลี่ยนฝันให้เป็นจริง3

#เยอร์เก้นคลอปป์

#อัจฉริยะผู้ชูกำปั้นและเปลี่ยนฝันให้เป็นจริง3

หกโมงเช้าวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2018

บ้านของคลอปป์ที่ฟอร์มบี้ เมอร์ซี่ย์ไซด์

ทุกคนปาร์ตี้กันเต็มเหนี่ยว เบียร์ ไวน์เสิร์ฟรินต่อๆกันแบบไม่มีวันหมด ผจก ทีมลิเวอร์พูลสวมหมวกเบสบอลเอาปีกหมวกไว้ด้านหลัง กอดคอเพื่อนๆ เป็นต้นเสียงลำนำเพลงที่เนื้อหาเจ็บปวด แต่ใครฟังต้อหึกเหิม มีกำลังใจสู้ต่อ

คลอปป์อยู่กลาง ด้านขวาคือแม่ทัพคู่ใจ ที่สองฝ่ายพร้อมมอบชีวิตให้กันและกัน ปีเตอร์ คราเวียตซ์ และคัมปีโน่ นักร้องนำวงพังค์ร็อคเยอรมัน Die Toten Hosen- ดี โตเตน โฮเซ่น เหรียญเงินจากความพ่ายนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกจากเคี้ยฟเมื่อคืนก่อนของคลอปป์คล้องที่คอนักร้อง และยังมี โยฮันเนส เบ เคเมอร์ โฆษกคนดังของทีวีเยอรมัน อยู่ด้านซ้ายของคลอปป์

สิ่งที่ได้ยิน จะเรียกว่าเพลงก็ได้ จะเรียกว่า บูมเชียร์ก็ไม่ผิด

We saw the European Cup, Madrid had all the fucking luck,

We swear we’ll keep on being cool,We’ll bring it back to Liverpool!

เราเห็นถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ มาดริดนี่โชคดีฉิบเป๋ง (ฉิบหาย 5555)

เราสาบานว่าเราจะทำให้ยอดเยี่ยมเหนือชั้น (เพื่อ) เราจะนำถ้วย(แชมป์)กลับมาลิเวอร์พูล

สี่ประโยคดังกล่าวถูกขับขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละเที่ยวเพิ่มความเข้มข้นและดังขึ้น ดังขึ้นกว่ารอบก่อน

นี่คือคลอปป์ตัวจริง ไม่เศร้าเหงาซึม ไม่สมเพชตัวเอง เขาบอกแขกทุกๆ คนซ้ำๆ ว่า สบายดี และสำทับว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งวิเศษสุด ไม่ใช่จุดจบ

เมื่อชั่วโมงหรือกว่านั้น เขาพูดแบบเดียวกัน ต่อหน้านักเตะลิเวอร์พูลที่ตกในพวังเศร้าสุดขีด ณ ห้องประชุมในเมลวู้ด หลังทริปเดินทางจากเคียฟสิ้นสุดลง “ผมภูมิใจในทุกคนเป็นที่สุด  เป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยม” จบประโยคคลอปป์สวมกอดนักเตะทีละคน ก่อนแยกย้ายใช้ชีวิตในหน้าร้อน รวบรวมพลังเพื่อสู้อีกรอบ

หลังเกมอันบอบช้ำ แพ้ยอดทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์ สตาร์ของซีเนอดีน ซีดาน ลิเวอร์พูลบินตรงจากเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนกลับลิเวอร์พูลทันที บรรยากาศบนเครื่องเงียบสงัด วังเวงราวกับงานศพ

“ผมน่าจะเป็นคนเดียวในบ้านที่ไม่ร้องไห้” คลอปป์เปิดเผย “แม้แต่ตัวแทนผมยังร้องไห้ เพราะเขาสงสาร เห็นใจผม  พวกเขาเศร้าและผิดหวังเพราะคิดว่าทำไมต้องเป็นผม ทำไมต้องผิดหวังตลอดเวลา แต่ผมไม่คิดว่ามันคือจุดจบของบางสิ่งบางอย่าง แต่เป็นอีกก้าวที่เราต้องเดิน ชีวิตเป็นแบบนี้”

“บางครั้ง เราต้องยอมรับว่า มีคนเก่งกว่าเรา บางคนโชคดีกว่าเรา ผมยอมรับแบบนี้มาตั้งนานแล้ว มั่นใจว่า ผมต้องไปถึงตรงนั้นอีกครั้งอย่างแน่นอน ผมจะพยายามเพื่อเข้าชิงครั้งต่อไปให้ได้ แล้วเราจะพลิกโชคชะตา จากแพ้ให้เป็นชนะ”

ทำไมคลอปป์ถึงเชื่อมั่น ถ้าลิเวอร์พูลคือรถ พวกเขาได้เชื้อเพลิงชั้นเยี่ยมระหว่างครึ่งหลังของฤดูกาล 17/18 ผลงานดีเกินความคาดหมาย เข้าชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกในรอบ 11 ปี พร้อมกับติด 4 อันดับแรก ติดต่อกันเป็นครั้งแรก นับจากปี 2009 (ได้ที่ 4 แพ้ท็อตแน่ม อันดับ 3 สองคะแนน ชนะเชลซีอันดับ 5 5 คะแนน)

ลิเวอร์พูลไม่เพียงแต่ไม่สะเทือนจากการเสียคูตินโญ่ แต่ผลงานกลับเบ่งบานกว่าเดิมเมื่อปราศจากเพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยน การอนุมัติให้ขายนักเตะที่เก่งกาจขนาดนั้นกลางฤดูกาล ช่างเป็นการเสี่ยงระดับ ถือไพ่บอดแล้วบลัฟคู่แข่ง ยิ่งกว่านั้น ลิเวอร์พูลไม่ซื้อใครเพิ่มระหว่างมกราคม 2018 ที่จริงทีมต้องการนาบี เกต้า จากอาร์เบ ไลปซิก แต่ต้นสังกัดนักเตะยอมตกลงก็ต่อเมื่อ เกต้าย้ายในหน้าร้อนเท่านั้น

ลิเวอร์พูลอยากได้ โตมาส์ เลมาร์ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศส แต่ต้องถอยทัพเพราะโมนาโกโก่งค่าตัวไว้ 90 ล้านปอนด์

หากเป็นยุคก่อน ลิเวอร์พูลคงซื้อเพราะความตื่นตระหนก Panick Buy ยอมจ่ายเงินก้อนโตหากเสียคนสำคัญไปจากทีม อัลแบร์โต้ อาควิลานี่ครั้งเสียชาบี้ อลองโซ่ แอนดี้ แคร์โรลล์สวมรองเท้าของเฟร์นันโด ตอร์เรส และมาริโอ บาโลเตลลี่แทนหลุยซ์ ซัวเรซ คราวนี้ คลอปป์เลือกที่จะรอ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เขามีความสุขที่จะรอคนที่เหมาะสม

ไม่ว่าเจ้าของทีมจะอ้อนวอนอย่างไรให้คูตินโญ่ย้ายทีมในหน้าร้อน ทุกอย่างไม่เป็นผล นักเตะไม่รับฟังความรู้สึกเหล่านั้น ผจก คิดว่า การรั้งนักเตะบราซิเลี่ยนไว้กับทีมส่งผลเสียต่อความรู้สึกและสภาพจิตใจนักเตะคนอื่นมากกว่า

“งานผมต้องมีอะไรเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ผมไม่สามารถตัดสินใจแบบอื่นได้” คลอปป์ยืนยัน “เราเป็นผู้ใหญ่และแข็งแกร่งพอที่จะเล่นด้วยความดุดันต่อไปในสนาม”

142 ล้านปอนด์ คือตัวเลขมหาศาลและยิ่งใหญ่มากสำหรับนักเตะที่ลิเวอร์พูลซื้อมาจากอินเตอร์ มิลาน แค่ 8.5 ล้านปอนด์ เมื่อ 5 ปีก่อน แทนที่จะปล่อยให้บรรยากาศไม่ดี หรือเสียงดูแคลนจากการเก็บกระเป๋าของคูตินโญ่มุ่งหน้าสู่คาตาลุนญ่าส่งผลกระทบต่อทีม คลอปป์เลือกมองด้านบวก เขาเองก็ยอมรับว่า เกมรุกของลิเวอร์พูลที่มีคูตินโญ่ตายตัว จับทางง่าย ทุกอย่างมุ่งไปหาคูตินโญ่เพียงคนเดียว

เพื่อนร่วมทีมเฝ้ารอว่า คูตี้จะร่ายเวทมนต์ได้ทุกอย่าง ตัดคูตินโญ่ออกไป ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพิ่มหน้าที่ แล้วลิเวอร์พูลจะมีเกมรุกที่ยากจะหยุดยั้ง สามารถเล่นคู่ต่อสู้ได้ทุกจากเหลี่ยมมุม

อีกครั้งที่คลอปป์พิสูจน์ว่า เขาคิดถูกต้อง แถมด้วยผลงานที่หรูหรา หวือหวากว่าเดิม

ลิเวอร์พูลยิงได้ทั้งหมด 135 ประตูจากทุกรายการ ในฤดูกาล 2017/18 มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่ลิเวอร์พูลยิงได้มากกว่านี้ในหนึ่งฤดูกาล ซาลาห์สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้พรีเมียร์ ลีก 32 ประตูในลีก จาก 38 เกม รวมทั้งหมด 44 ประตูในทุกรายการ นอกจากได้รองเท้าทองคำ ยังได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA และ สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาฟุตบอล FWA  สามนักรบแดนหน้า ซาลาห์ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่และมาเน่ มีส่วนกับ 91 ประตู

ขณะที่คูตินโญ่ได้แต่นั่งมองจากข้างสนามที่บาร์เซโลน่า เมื่อลิเวอร์พูลขย้ำปอร์โต้ แมนฯ ซิตี้และโรม่าในรอบน็อคเอาท์ แชมเปี้ยนส์ ลีก

ออกซ์เลด แชมเบอร์เลนและแอนดี้ โรเบิร์ตสัน อาจเริ่มต้นไม่ดีนัก แต่ในที่สุดทั้งสองเล่นได้โดดเด่น  “เราซื้อคุณมา เพื่อใช้งาน 5 ปี ไม่ใช่ 5 เดือน” คลอปป์บอกทั้งสองคนในสนามซ้อม ระหว่างประคบประหงมให้อ๊อกซ์และร็อบโบ้ปรับ พัฒนาตัวเองให้เข้าทางที่คลอปป์ต้องการ

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญคือเกมรับ ลิเวอร์พูลมีคลีนชีตทั้งหมด 17 เกม ดีที่สุดจากยุคของราฟาเอล เบนิเตซ 5 วันก่อนบาร์เซโลน่ายอมจ่ายค่าตัวคูตินโญ่ ลิเวอร์พูลคว้ากองหลังเซาแธมป์ตันนาม เวอร์จิล ฟาน ไดค์ในราคา 75 ล้านปอนด์ ไม่มีการซื้อครั้งไหนจะส่งผลต่อโชคชะตาของสโมสรใดสโมสรหนึ่งมากเท่านี้ สำหรับยุคพรีเมียร์ ลีก

ลิเวอร์พูลไม่เคยมีแม่ทัพนายกองเกมรับ หลังสิ้นยุคเจมี่ คาร์ราเกอร์เมื่อปี 2013 ปกติคลอปป์ไม่ซื้อนักเตะค่าตัวแพง เขาชอบปั้น พัฒนานักเตะมากกว่าซื้อของสำเร็จรูป แถมเคยเย้ยหยันคู่แข่งอย่างแมนฯ ยูฯตอนซื้อพอล ปอกบา ดังนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนตีแสกหน้าว่าเป็นพวกปากอย่างใจอย่าง เมื่อยอมจ่ายเงินให้กองหลังแพงเป็นสถิติโลก

เขายิ้มแล้วตอบว่า “ผมเปลี่ยนทัศนคติถูกต้องไหม ถูกต้อง นั่นคือข้อเท็จจริง แต่การเปลี่ยนทัศนคติของคุณสักครั้ง ดีกว่าไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย”

โลกของการซื้อขายเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับสถานะของลิเวอร์พูล ทีมมีเงินมากพอที่คลอปป์เลือกของดีๆ ที่อยู่บนชั้นสูงสุดในห้างได้ ทีมค้นหานักเตะของลิเวอร์พูล เกาะติดเซนเตอร์ประมาณ 30 คน ทั่วยุโรปตลอดช่วง 18 เดือนก่อนหน้านี้ และฟาน ไดค์มีค่าสัมประสิทธิ์ดีที่สุดตามเกณฑ์ของสโมสร อายเมอริก ลาปอร์ก คาลิดู คูลิบาลี่ และเยอโรม บังเต็ง อยู่ในข่ายที่ลิเวอร์พูลสนใจเหมือนกัน แต่ฟาน ไดค์ โดดเด่นกว่าทุกคน

ฟาน ไดค์ไม่ได้มาแอนฟิลด์โดยราบรื่น ลิเวอร์พูลทำศึกกับแมนฯ ซิตี้และเชลซี แต่คลอปป์คือแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดใจนักเตะ ระหว่างการพูดคุย คลอปป์โปรยเสน่ห์ใส่นักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะทำงานกับฟาน ไดค์ ประมาณว่า นี่แหละคือคนพลิกปฐพีของลิเวอร์พูล เปลี่ยนทีมจากผู้ท้าชิงให้เป็นแชมเปี้ยน

เขาชนะใจฟาน ไดค์ นักเตะประกาศเมื่อมิถุนายน 2017ว่า จุดหมายเดียวของเขาคือลิเวอร์พูล งานของคลอปป์สำเร็จแค่เดี๋ยวเดียว เมื่อข่าวรั่วไปว่า เขาแอบพบนักเตะที่แบล็คพูล การย้ายมาแอนฟิลด์ทำให้เซาแธมป์ตันถึงกับพิโรธ เพราะลิเวอร์พูลเจรจากับนักเตะก่อน ไม่เปิดเกมเจรจาค่าตัวกับสโมสรตามที่ควรเป็น

เซาแธมป์ตันส่งหนังสือแสดงความไม่พอใจถึงพรีเมียร์ ลีก กล่าวหาว่าลิเวอร์พูลทำผิดกฎด้านการเจรจา หลังการประชุมต่อเนื่องหลายครั้ง ประธานของ FSG ไมค์ กอร์ดอน มองว่า ไม่มีทางอื่นดีกว่านี้ และลิเวอร์พูลจะถอยทัพ เปลี่ยนใจ ไม่ซื้อนักเตะก็เสียเชิงเปล่าๆ ประมาณว่า “เราไม่สนใจนักเตะคนนั้นอีกแล้ว”

เรื่องจริงยิ่งกว่าพล็อตหนัง คลอปป์ไม่สนใจเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ของแฟนบอลบางกลุ่มที่บอกว่า อย่าไปสนใจ เรามีทางเลือกที่ 2 เพราะเมื่อตั้งเป้าแล้ว คลอปป์ไม่ยอมโอนอ่อนลดมาตรฐาน คว้าอะไรที่แย่กว่าที่ 1 เขารู้ว่า ฟาน ไดค์มีคุณค่าสมกับการรอคอย กอร์ดอนร่ายเวทมนต์หลังฉาก เชื่อมความสัมพันธ์กับเซาแธมป์ตัน โดยเฉพาะ ราล์ฟ ครูเกอร์ ประธานสโมสร อาจช้าจากเดิม 6 เดือน แต่ในที่สุด คลอปป์ได้ขุนพลที่เขาต้องการ

ผจก ไม่เคยเคลือบแคลงความสามารถของฟาน ไดค์ แต่การแสดงพลังทุกอย่าง โน้มน้าวผู้บริหาร หรือเจ้าของเงินตัวจริงแห่งแอนฟิลด์ให้อนุมัติการซื้อที่เป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรคือเรื่องที่ใครก็เดาไม่ถูก สุดท้าย ลิเวอร์พูลทำสถิติซื้อนักเตะของตัวเองแบบเงียบๆ “อันดับแรก ผมอยากให้แฟนบอลลิเวอร์พูลทุกคนลืมค่าตัวนักเตะ” คลอปป์ให้สัมภาษณ์ตอนนั้น เขาแค่ปรารถนาให้ทุกคนเห็นใจ ลดความกดดัน ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เสียงวิจารณ์ หัวเราะเยาะ กดดันทั้งหลายเงียบเป็นปลิดทิ้ง เพราะผลงานของเวอร์จิล ฟาน ไดค์

คลอปป์วางแผนว่า ฟาน ไดค์เป็นตัวสำรองในเอฟเอ คัพ รอบ 3  นัดแข่งใหม่กับเอฟเวอร์ตันใน 4 วันหลังจากย้ายทีม

เช้าวันแข่ง คลอปป์เปลี่ยนใจ เขาคิดว่า เดยัน ลอฟเร็นและแรกนาร์ คลาวาน ควรได้โอกาสพักเพราะกรำศึกหนักในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ “คุณพร้อมไหม” คลอปป์ถามนักเตะ เสียงตอบทันทีเมื่อจบประโยค  “แน่นอน”  ฟาน ไดค์แสดงชั้นเชิงที่ดีตลอดเกม และ 6 นาทีสุดท้ายของเกมแรกในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล เขาทะยานโขกบอลผ่านจอร์แดน พิกเฟิร์ดให้ลิเวอร์พูลเข้ารอบ

“มันคือเทพนิยายสมบูรณ์แบบของโลก ไม่มีตำนานไหนจะเล่าขานได้ดีกว่านี้” คลอปป์ชื่นชม

หลังจบนัดแรก ฟาน ไดค์กับเพื่อนร่วมทีมบินไปดูไบ ทริปเพื่อสร้างความสัมพันธ์ภายในทีม ตามแบบของคลอปป์ “เวอร์จิลเริ่มใกล้ชิดกับพวกเราในช่วงนั้น” มาเน่เล่า “เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเราและเขา เมื่อกลับจากดูไบ เหมือนเขาอยู่กับเรามาสามสี่ปีแล้ว”

โดดเด่นด้วยลูกกลางอากาศ สกัดได้แข็งแกร่ง เยือกเย็นเมื่อบอลอยู่แทบเท้า วางบอลไกลแม่นกว่าใช้มือวาง ฟาน ไดค์คนเดียว เหมือนลิเวอร์พูลฉีดวิตามิน 3 เข็ม เยือกเย็น ตัวควรคุมระบบ และผู้นำ

“วันที่เวอร์จิลเดินเข้าประตูมา ทำให้ทุกคนมั่นอกมั่นใจมาก” ซิมอน มินโญเล่ต์ อดีตผู้รักษาประตูในตอนนั้นกล่าว จากจุดอ่อน กลายเป็นจุดแข็ง แค่ฟาน ไดค์ลงสนาม ทำให้ทุกคนรอบตัวเขาผลงานดีขึ้นตลอดเส้นทางสู่เคี้ยฟ

“เราดันแนวรับให้กินพื้นที่สูงขึ้นอีกเมื่อมีเวอร์จิล” เป็ป ไลน์เดอร์สอธิบายสูตรใหม่ “เราบู๊ได้มากกว่าเดิม เพราะเวอร์จิลจัดการพื้นที่และบอลยาวที่หวังข้ามแนวรับของเรา เซนเตอร์ของเราไม่อยู่ด้านหลัง (Back) แต่เป็นผู้นำเกม พวกเขาจัดขบวนทัพ เป็นที่มั่นสำหรับการกดดันฝ่ายตรงข้ามจนถึงแนวสุดท้าย กองหลังเรามีหน้าที่แบบนั้น”

ฟาน ไดค์เข้ามา แก้จุดโหว่ที่โดดเด่นให้คลอปป์ แต่แค่รอยเดียว ยังมีปัญหาที่คลอปป์ยังแก้ไม่ตก

“ผมสุดเสียใจสำหรับเพื่อนร่วมทีม พวกคุณ แฟนบอล และสตาฟทุกคน ผมรู้ว่าผมทำเละ ผิดพลาด 2 ครั้ง ทำให้ทุกคนิดหวัง ผมอยากหมุนเวลากลับไปอีกครั้ง แต่เป็นไปไม่ได้” ลอริส คาริอุส ทวีตถึงฟอลโลเวอร์ของเขาหลังนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 2018

.

.

บทความโดย กิตติกร อุดมผล

Facebook fanpage: Captain No.12

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความก่อนหน้า :: บทความลิเวอร์พูล