บทความลิเวอร์พูล

อัลลี่ ซาลาห์และคลอปป์ มาตรฐานความคิดที่แตกต่าง

อัลลี่ ซาลาห์และคลอปป์ มาตรฐานความคิดที่แตกต่าง

โปรเจคต์ รีสตาร์ท ใกล้เป็นความจริง พรีเมียร์ ลีก เริ่มต้นอีกครั้ง สำหรับฤดูกาล 2019/20 กลางสัปดาห์หน้า 2 คู่แรก แอสตัน วิลล่า-เชฟฟิลด์ ยูฯ (เที่ยงคืน) และแมนฯ ซิตี้-อาร์เซน่อล (ตีสองสิบห้า) เพื่อทำให้ทั้ง 20 ทีมลงสนามเท่ากัน 29  นัด จากนั้นก็เล่นกันแบบถี่ยิบ เพื่อให้ฤดูกาลจบสมบูรณ์ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งพอมีเวลาเพื่อให้ฤดูกาล 2020/21 เริ่มต้นแบบไม่ล่าช้ามาก

การระบาดของโคโรน่าไวรัสค่อยๆทุเลา โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับ 20 สโมสรโดยตรง การตรวจ 6 ครั้งแสดงให้เห็นว่า เราควบคุมการแพร่ระบาดได้ถ้าระมัดระวังพฤติกรรม รักษาระยะห่างทางสังคมและความสะอาด จากพบ 6 คนของ 3 สโมสรในครั้งแรก 2 คนในรอบ 2 4 คนจาก 2 สโมสรในรอบสาม รอบสี่ไม่เจอ รอบห้าเจอหนี่ง ซี่งยืนยันว่าไม่ใช่นักเตะหลักของท็อตแน่มฯ และรอบ 6 ไม่เจอใคร

รวมทั้งหมด ตรวจ 6,274 ครั้ง พบผู้ติดเชื้อ 13 คน และพรีเมียร์ ลีกจะรักษามาตรฐานตรวจเชื้อสัปดาห์ละ 2 ครั้งต่อไปเรื่อยๆ

ทุกทีมปรับตัวกันไปตามสถานการณ์ โดยเฉพาะการเล่นโดยไม่มีคนดูในสนาม และ 20 ทีมลงมติร่วมกันแล้วเรื่องระเบียบปฏิบัติ ระหว่างการแข่งขัน

การเดินทาง ถ้าเป็นระยะทางไกล สโมสรควรเช่าเครื่องบินพานักเตะไปในวันแข่งขัน โดยต้องมีมาตรการรักษาระยะห่างบนเครื่อง แต่ถ้าทีมต้องการพักค้างในโรงแรมใกล้สนามแข่งล่วงหน้า 1 คืนก่อนแข่งสามารถทำได้ตามเกณฑ์ของรัฐบาล  ซึ่งทีมพรีเมียร์ ลีกมีทีมงานเพื่อตรวจความสะอาดของโรงแรมที่แต่ละทีมจะพัก สิ่งที่แตกต่างจากบุนเดสลีกาคือ ไม่มีการกักตัวนักเตะ พวกเขาใช้ชีวิตตามปกติได้ นั่นหมายความว่า ทุกคนต้องดูแลตัวเองตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม

สามารถพักดื่มน้ำระหว่างเกม เนื่องจากช่วงนี้เป็นหน้าร้อนของอังกฤษ โดยการพักก็ระหว่าง กลางครึ่งแรก หรืออาจมีครึ่งหลังด้วย โดยแต่ละคนใช้ขวดน้ำประจำตัว

ไม่มีเด็กเก็บบอล แต่สโมสรเจ้าบ้านต้องวางบอลลูกใหม่ ซี่งทำความสะอาด ฆ่าเชื้อเรียบร้อยไว้บนที่วางข้างสนาม

ใช้ทางออกสู่สนามร่วมกัน โดยเดินทางลงสนามทีละทีม เริ่มจากทีมเยือนลงก่อน

ผจก โค้ขและผู้เล่นไม่ต้องสวมหน้ากาก ณ เวลาที่อยู่ข้ามสนาม หรือถ้าต้องการสามารถทำได้ แต่ต้องรักษาระยะห่างโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะเวลาคุยกับผู้ตัดสินที่ 4 ทีมสตาฟทุกคนได้รับคำแนะนำให้อยู่ ณ ที่ของตัวเองตลอดเวลา

ทีมแพทย์ที่จะลงสนามเพื่อดูแลนักเตะที่บาดเจ็บ ต้องสวมชุด PPE และผู้ตัดสินที่ 4 จะสวมเครื่องป้องกันใบหน้า

ผู้เล่นต้องทำความสะอาดมือก่อนเข้าและออกจากสนาม ห้ามสัมผัสมือ การฉลองประตูต้องรักษาระยะห่างทางสังคม ขอความกรุณาอย่า สั่งน้ำมูก หรือถ่มน้ำลายลงสนาม แต่ถ้าทำก็ไม่มีมาตรการลงโทษ

ผู้ตัดสินต้องรักษาระยะห่างทางสังคม ไม่ติดต่อกับใคร และมีการตรวจเชื้อก่อนและหลังเกม ใช้ระบบ VAR ตามปกติ

สำหรับจำนวนคนในสนามทั้งหมด ไม่เกิน 300 คน แบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน แดงมีผู้ปฏิบัติงานไม่เกิน 105 คน นั่นคือสนาม ทางลงสู่สนาม ห้องแต่งตัว ทุกคนต้องดาวน์โหลดระบบติดตามตัวใส่สมาร์ท โฟน และผ่านการตรวจเชื้อในรอบ 5 วันก่อนเกม  และโซนส้มกับเขียว

นักเตะอยู่ในระบบตรวจสอบเหมือนกัน มีการวัดอุณหภูมิตั้งแต่อยู่บนรถของทีมก่อนมาสนาม ดังนั้น อนุญาตให้นักเตะไม่สวมหน้ากาก และทีมจัดรถโดยสารอย่างน้อย 2 คัน สำหรับนักเตะ

นอกจากเรื่องมาตรการป้องกันติดเชื้อโคโรน่าไวรัส มีการพูดถึงมาตรการต่อสู้การเหยียดผิว ที่ติดกันรุนแรงไม่แพ้ไวรัสด้วย

20 สโมสรเห็นพ้องกันว่า จะติดข้อความ Black Lives Matter ที่ด้านหลังเสื้อ สำหรับการแข่งขันนัดแรก อาจมีข้อความนี้ ณ บริเวณอื่นของเครื่องแต่งกายได้ จากนั้นให้สวมชุดปกติ โดยมีเครื่องมือการค้าต่างๆซี่งเป็นพาร์ทเนอร์ของพรีเมียร์ ลีก  ส่วนการจะคุกเข่าก่อนเกมหรือไม่ อันนี้ไม่มีข้อตกลงแบบเป็นทางการ แต่ไม่มีการห้าม

นอกจาก การรณรงค์เรื่องเหยียดผิว ยังแสดงการระลึกถึงการเสียสละของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์อังกฤษ ด้วยการยืนไว้อาลัย 1 นาทีก่อนเกม และ ติดสัญญลักษณ์ หัวใจบนเสื้อด้วย

การเหยียดผิว กลายเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการกระทำต่อคนผิวดำ ทั้งความรุนแรง หรือการกีดกันด้านหน้าที่การงาน โค้ช ผจก หรือแม้แต่ผู้ตัดสิน มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมมีคนผิวดำน้อยมาก แต่แปลก ไม่เห็นมีใครสังเกตว่า ไม่มีคนผิวเหลืองเลย จนผมสรุปเอาเองว่า เพราะคนผิวเหลืองไม่สนใจทำอาชีพเหล่านั้น หรือความสามารถไม่ถึง แล้วเรายอมรับ

อาร์แซน เวนเกอร์บอกว่า ที่จริงแล้วการเหยียดผิวในวงการฟุตบอลถือว่าน้อย เพราะอย่างเขาเอง เวลาเลือกนักเตะ ไม่ได้มองด้วยว่า ผิวสีอะไร เชื้อชาติอะไร ทุกอย่างตัดสินด้วยความสามารถล้วนๆ แต่ผมว่า ลึกๆแล้ว ก็มีบ้าง บรรดาโค้ชอาจไม่มองว่า ผิวขาวกับดำแตกต่างเวลาอยู่ในสนาม แต่ถ้าเหลืองเมื่อไรในยุโรปอาจเป็นสิ่งแปลกปลอม

คนเอเซียโดนเหยียดผิว หรือบูลลี่รุนแรงมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งทีเอเซียมีส่วนสำคัญกับเศรษฐกิจโลก และฟุตบอล เหมือนกรณีเดลี่ อัลลี่ ของท็อตแน่มฯ ซึ่งโดนแบน 1  นัด เพราะการโพสต์วิดีโอบนสแน็ปแช็ท-Snapchat ตั้งแต่26 กุมภาพันธ์ ซึ่งเจ้าตัวพยายามอธิบายว่า ไม่ได้เหยียดผิว และโดนเพื่อนหักหลัง เพราะเป็นการส่งข้อความถึงเพื่อนในกลุ่ม ไม่ใช่สาธารณะ

อัลลี่ลบวิดีโอนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ไวกว่าเพื่อนบางคนที่บันทึกวิดีโอดังกล่าว แล้วเผยแพร่ต่อ

“Corona whattttt, please listen with volume”  คือข้อความของอัลลี่ ซึ่งถ่ายหน้าตัวเอง จากนั้นซูมภาพไปยังผู้ชายมีลักษณะเอเซียคนหนึ่งซึ่งมีอาการไอ

แม้โคโรน่าไวรัส มีที่มาจากเอเซีย แต่คนเราอาจยอมรับความจริงไม่ได้ ว่าต้นตอการระบาดมาจากวูฮั่นและชาวจีน จนกลายเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก แม้กระทั่งจะเรียกว่า วูฮั่นไวรัส หรือไชนีสไวรัสแบบโดนัลด์ ธรัมป์ กลายเป็นการเหยียดเชื้อชาติ

อันนั้นก็แล้วแต่จะคิด แต่ผมแค่อยากสะท้อนให้เห็นว่า เวลาคุณโดนก็เรียกร้องว่า คนผิวดำโดนรังแก แต่คุณกลับไม่รู้สึกแล้วนำไปปฏิบัติกับคนอื่น  แค่คิดเล่นสนุกเท่านั้น แต่ลืมสถานะทางสังคมของตัวเองว่ามีอิทธิพลต่อความคิดของคนอื่น

อัลลี่ขี้แจงกับคณะกรรมการของสโมสรฟุตบอลซึ่งสรุปว่า อัลลี่ทำไม่เหมาะสม ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า พฤติกรรมเป็นอันตรายและอาจก่อนให้เกิดอันตรายจากการเหยียดผิวได้ อัลลี่ลบคลิป แต่มีคนก๊อปปี้คลิป ซี่งสามารถเผยแพร่จนเป็นกระแส และก่อให้เกิดความวุ่นวายได้ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงบาสเก็ตบอล NBA

เขาโดนปรับ 50,000 ปอนด์ แบน 1 นัด เหมือนกรณีแบร์นาโด้ ซิลวาของแมนฯ ซิตี้ ที่โพสต์การ์ตูน คอนกีโต้ส ซอคโกแลต เป็นเด็กผิวดำปากแดง โดยเจตนาล้อเล่นกับเบนจาแม็ง เมนดี้ เพื่อนร่วมทีมแมนฯ ซิตี้ ซึ่งตอนนั้น คณะกรรมการของเอฟเอ ยอมรับเหตุผลของซิลวา ว่าไม่เจตนาเหยียดผิว แต่ก็แบนนักเตะแมนฯ ซิตี้ 1 นัด และปรับ 50,000 ปอนด์เหมือนกัน

ตอนสำนึกผิด อัลลี่ก็บอกว่า การบูลลี่ใส่คนเอเซียกลายเป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นบ่อยมาก นั่นคือข้อเท็จจริง ซี่งเขาก็ยอมรับ การเล่นสนุกแบบขำๆ เป็นการเหยียดเชื้อชาติอย่างหนึ่ง เพราะคำถามข้อแรกคือ ทำไมต้องเจตนาถ่ายภาพคนเอเซีย เพราะเขาต้องการล้อเลียนว่า ไอ้พวกนี้แหละ ต้นตอของการระบาด อันนี้ผมคิดเอง เพราะฉะนั้นคนเราทำอะไรต้องคิด ไม่ใช่ว่า เอาแต่เรียกร้อง แต่ทำกับคนอื่นเป็นห่วงโซ่แบบ ขาวเหยียดทุกชาติ ดำมาลงที่เหลือง

แต่แบบอย่างที่ดีเช่น โม ซาลาห์ เขากลับไม่ทำตาม การทำตัวดี ส่งผลให้ความเข้าใจของคนอังกฤษต่อมุสลิมขึ้นมาก ถ้าอยากให้คนผิวดำได้รับการยอมรับ เดเล่ อัลลี่ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย ไม่ใช่นึกสนุกจะทำอะไรก็ได้

มาถึงเรื่องดีๆ บ้าง คือเกมอุ่นเครื่องของลิเวอร์พูลกับแบล็คเบิร์น ซึ่งเยอร์เก้น คลอปป์ จัดทีมแบบไม่ใช่ชุดใหญ่เล่น แต่ชนะได้ 6-0 โดย มาเน่ เกต้า มินามิโนะ มาติป ฮูฟเวอร์ และคล้าร์กสัน ยิงได้ ถ้าเทียบการอุ่นเครื่องของทีมอื่น ตอนนี้ถือว่า ผลงานของลิเวอร์พูลสม่ำเสมอ ไม่มีอะไรให้น่าตกใจ แบบอาร์เซน่อลซึ่งแพ้เบรนท์เฟร์ด หรือชนะทีมอื่นๆ ที่อยู่คนละชั้นแบบจุ๋มจิ๋ม

พูดง่ายๆ ลิเวอร์พูลพยายามสร้างความพร้อมให้นักเตะ ซี่งคลอปป์เก็บ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และโม ซาลาห์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีซึ่งเดเล่ อัลลี่ควรเอาเป็นแบบอย่างคือ ช่วยเติมน้ำมันให้ชาวบ้านที่เข้าปั้มเดียวกัน ส่วนอาการบาดเจ็บของอ๊อกซ์ ไม่มีน่าอะไรน่าห่วง บอสว่างั้น

ขณะเดียวกันคลอปป์มองถึงเรื่องอื่นนอกจากความฟิต ความพร้อม และวิธีการเล่นด้วย เพราะการแข่งขันช่วงนี้ นักเตะของเขาอาจเจออะไรที่ไม่คาดฝันได้

“ทุกอย่างแตกต่างจากเดิม ตอนนี้ ลูกทีมผมกลับบ้านแบบไม่ได้อาบน้ำจากสนาม  ฝนตกก่อนเกม คงตลกดี หากฝนตกหนักมาก แล้วคุณขับรถตัวเองกลับบ้าน โดยไม่ได้อาบน้ำ เราประชุมกันในห้องของคณะกรรมการสโมสร เราสมมุติเหตุการณ์ ถ้าเป็นแอนฟิลด์ เรารู้ว่า ต้องเจออะไรบ้าง แต่ทีมเยือน เราไม่รู้เลย ดังนั้น เราพยายามสร้างสถานการณ์น่าลำบากใจให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกคนรับได้ เมื่อถึงเวลาเจอของจริง”

.

.

บทความโดย กิตติกร อุดมผล

Facebook fanpage: Captain No.12

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความก่อนหน้า :: บทความลิเวอร์พูล