บทความแมนยู

#ได้ฤกษ์รีสตาร์ต

#ได้ฤกษ์รีสตาร์ต

หลังจากติดล็อกแน่นหนาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต้องแตะเบรกระงับการแข่งขันไว้นานกว่า 2 เดือน

ในที่สุดที่ประชุมตัวแทนสโมสรในพรีเมียร์ลีก ก็ได้บทสรุปเรียบร้อยแล้วว่าจะรีสตาร์ตซีซั่นอีกครั้งในวันพุธที่ 17 มิถุนายนนี้ โดยเริ่มด้วย 2 คู่ตกค้างอย่างเกม แอสตัน วิลล่า-เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และบิ๊กแมตช์ แมนฯ ซิตี้-อาร์เซน่อล

สำหรับที่เหลือจะคัมแบ็กเตะช่วงสุดสัปดาห์ที่ 19-21 มิถุนายน 2020

อีกเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น การรอคอยของคอบอล รวมทั้งนักเตะที่นับวันคืนสนาม ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยตอนนี้ก็รับผิดชอบตัวเองด้วยการฝึกซ้อมตั้งแต่แบบแยกเดี่ยว และทยอยเทรนรวมกลุ่มย่อยกันเรียบร้อย

ส่วนทีมงานหลังบ้านก็ทำหน้าที่ของตนเองต่อไป โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบดำเนินการซื้อตัวนักเตะใหม่ และมีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กู้ยืมเงินจากสินเชื่อของพวกเขาใน แบงค์ ออฟ อเมริกา เป็นจำนวนถึง 140 ล้านปอนด์ เพื่อที่จะเอางบส่วนหนึ่งมาใช้สำหรับการเสริมทัพหลังจบฤดูกาล 2019/20

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการเสริมทัพเพิ่มเติมอีกเพื่อที่จะกลับไปมีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก และตกเป็นกระแสลือกับนักเตะมากมาย โดยเฉพาะรายของ เจดอน ซานโช่ เป้าหมายตัวท็อปของปีศาจแดง

วิกฤติโควิด-19 ทำให้ยูไนเต็ดได้รับผลกระทบด้านการเงินรุนแรง เพราะขาดรายได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขัน ตลอดจนการที่ต้องยกเลิกการทัวร์ในต่างประเทศ และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็ไม่ยอมปล่อย ซานโช่ หากไม่ได้ราคาแตะหลัก 100 ล้านปอนด์

ฤดูกาลนี้ ปีกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ สร้างผลงานโดดเด่นต่อเนื่องบนเวทีบุนเดสลีกา เยอรมัน ด้วยผลงาน 14 ประตูบวก 16 แอสซิสต์ และแม้ช่วงรีสตาร์ตซีซั่น ร่างกายไม่ฟิตสมบูรณ์ ก็ยังสร้างความอันตรายร้ายกาจให้คู่ต่อสู้ได้มากมาย

แล้วทำให้ได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ถ้า ปีศาจแดง อยากได้ ซานโช่ มาเสริมแกร่ง นอกจากงบประมาณเงินทุนแล้ว พวกเขาต้องเตรียมแผนงานอย่างไรบ้าง

ลำดับแรกสุดคือ ซานโช่ เป็นนักเตะที่จุดเด่นเรื่องความสามารถในจินตนาการสร้างสรรค์เกม โดยมีค่าเฉลี่ยในการเลี้ยงบอลหลบคู่แข่ง 8.02 ครั้งต่อเกม และทำสำเร็จ 48.4% แม้ค่าเฉลี่ยออกมาไม่ถึงครึ่ง แต่ เสือเหลือง และเทรนเนอร์ ลูเซียง ฟาฟาร์ ก็เปิดโอกาสให้เขาได้เล่นตามต้องการ เพราะมองว่าถ้าการเล่นของเขาสำเร็จลุล่วง ก็ มีโอกาสจะได้ประตูเลย

ดังนั้น โซลชา ก็ต้องยอมวางแผนเสี่ยงๆ รอต้อนรับ ซานโช่ ไว้ด้วย เพราะนี่คือคนที่จะเข้ามาสร้างความแตกต่างให้เกิดมิติใหม่ขึ้น

ข้อต่อมา กุนซือชาวนอร์เวย์ ก็ต้องมอบอิสระให้ ซานโช่ อย่างเต็มที่ เพราะตอนอยู่ดอร์ทมุนด์ค่อนข้างได้รับอิสระในการเล่นเกมบุก และมักอยู่แต่ในแดนคู่แข่ง โดยแทบไม่ต้องมีภาระต้องลงมาช่วยเกมรับเลย ซึ่งแตกต่างจากแผนของผีแดง ที่ตัวรุกริมเส้น ต้องคอยถอยมาช่วยฟูลแบ็กเล่นเกมป้องกันด้วย

แม้คงไม่เหมือนเดิมกับตอนเล่นให้เสือเหลือง แต่ โอเล่ ก็ต้องหาหนทางปรับสไตล์ของ ซานโช่ ให้ลงตัวมากที่สุด

แล้วที่สำคัญคือต้องมอบอิสระให้ลากตะลุยเข้าเขตโทษ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ ซานโช่ ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ และแอสซิสต์ส่วนมากก็ได้จากจังหวะแบบนี้

นอกจากนี้ก็ต้องฝากบอลให้เขาได้เล่นเยอะๆ เพราะปัจจุบัน มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นคนที่ได้บอลมากสุด ตามค่าเฉลี่ยประมาณ 20 ครั้งต่อเกม แต่ตอนเล่นให้ดอร์ทมุนด์ ซานโช่ ได้บอลจากเพื่อนๆ ราว 40 หนต่อเกม และนั่นก็เป็นอีกปัจจัยที่มันจะเปลี่ยนแปลงไป หาก แมนฯ ยูไนเต็ด ปิดดีลบรรลุเป้าหมายเบอร์หนึ่งประจำซัมเมอร์นี้

แน่นอนว่าค่าตัวของ ซานโช่ จะเป็นสถิติใหม่แข้งแพงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแทนที่ 89.3 ล้านปอนด์ของ ปอล ป็อกบา และเชื่อกันว่าเขาจะได้เสื้อเบอร์ 7 ไปครอบครอง

แต่กว่าจะถึงวันนั้น โซลชา และ ปีศาจแดง ต้องหาวิธีทางกำจัดปัญหาแพงระยับที่ชื่อว่า “อเล็กซิส ซานเชซ” ไปให้ได้เสียก่อน

เพราะพอหมดสัญญายืมตัวกับอินเตอร์ มิลาน ก็จะกลับมาเป็นภาระในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเหมือนเดิม และแผนตื้นๆ นำไปล่อซื้อเป็นส่วนหนึ่งของดีล ซานโซ่ ทาง ดอร์ทมุนด์ คงไม่คิดให้มันเสียเวลาหรอก

* โรบิน *

อ่านข่าวฟุตบอลต่างประเทศ :: ข่าวฟุตบอลวันนี้

บทความก่อนหน้า :: บทความแมนยู